แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ all about me 2010 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ all about me 2010 แสดงบทความทั้งหมด

20.5.53

เพื่อใคร : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์



เพื่ออะไร.. ทำไม และอย่างไร
ยิ่งตอบไป ยิ่งหลง เข้าพงหนาม
หนึ่งคำถามที่ต้องตอบให้ชอบความ
หนึ่งคำถาม คือ คำถาม .. ทำเพื่อใคร

อย่าตอบว่า ทำเพื่ออุดมการณ์
ความสามานย์จะอุดมได้ไฉน
หรือทำเพื่อประชาธิปไตย
ความหยาบช้าสาไถย ใช่ครรลอง

อุดมการณ์และประชาธิปไตย
จะต้องถามเพื่อใคร ใครเกี่ยวข้อง
ประโยคที่ถูกธรรมถูกทำนอง
ประโยชน์ของประชาชนเป็นต้นธาร

ทำเพื่อตน พวกตน เพื่อนายตน
ยิ่งไม่ใช่เหตุผลอันพึงขาน
ยิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งสำแดง แห่งสันดาน
ที่เถื่อนถ่อยอันธพาลประจานคน

การเคลื่อนไหวที่ชอบต้องตอบโจทย์
มีประโยชน์ มีขอบเขต มีเหตุผล
ยิ่งถามซ้ำ ยิ่งตอบ ยิ่งชอบกล
ศึกขุ่นข้น ยืดเยื้อนี้.. เพื่อใคร
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

14.5.53

มีจริงหรือ?


คนที่ "สมควรตายจริงๆ" ในโลกนี้.. มีจริงหรือ?

หากเรายังมองว่า การฆ่ากัน เป็นเรื่องปกติ เพราะมันสมควรรับกรรม และมันไม่ใช่คนที่เรารัก
หากเรายังมองว่า การสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น เป็นเรื่องปกติ เพราะญาติกรูไม่ได้เดือดร้อน
หากเรายังมองว่า การโกงกินชาติ เป็นเรื่องปกติ ถ้าโกงมา แล้วแบ่งกรูสักครึ่ง

หากเรายังมองแค่นั้น โลกมันก็มีให้เห็น แค่เท่านี้..

10.5.53

ห่อหมกวันหยุด..




นานแล้วที่บ้านเราไม่ได้ทำห่อหมกกินเอง ด้วยว่าซื้อกินสะดวกกว่า แต่วันอาทิตย์นี้(9พ.ค.) หม่ามี๊เพิ่งกลับจากปฏิบัติธรรมก็พาให้ลูกๆ รวมถึงป๊ะป๋าคึกคักตามไปด้วย เช้ามาจึงเห็นกองใบตองกระจายอยู่เต็มครัว นั่งดูหม่ามี๊คลุกเคล้าเครื่องปรุง และบรรจงห่อ ห่อหมก ทีละห่อ ก็พาให้เพลินๆ ไปกับเสน่ห์ของอาหารการกินของคนไทย ช่างคิด ช่างทำ ช่างประดิษฐ์ เอานู่นนิดนี่หน่อยมาเสริมจนเพิ่มความน่ากินขึ้นไปอีกระดับ

ลูกน้อยหอยสังข์อย่างเราได้แต่นั่งทำตากริบๆ เพราะทำไรไม่เป็น หากลงมือช่วย จะพาให้วุ่นวายกันไปใหญ่ จึงรับมอบหมายหน้าที่ในการชิมห่อหมกที่นึ่งมาใหม่ๆ หอมๆ ร้อนๆ แล้วก็ต้องยกนิ้วให้บุพการีทั้งคู่..
สุดยอดจริงๆ ครับบิดามารดาของกระผม :)

BasketTrue2010



ทุกๆ ปี พวกเราจะมีการแข่งขันบาสเกตบอลนัดกระชับมิตรกับทีม True ภายใต้การนำของอ้ายนิว สหายจากเมืองบางกอก ซึ่งเดินทางมาทางสายพี่เอ(หมีขาวแห่ง SNL) ปีก่อนพี่เสือเธียร์มีอาการบาดเจ็บที่เท้า ส่งผลให้ร่วมเล่นกับเพื่อนๆ ไม่ได้ นู้เหน่น เฮียกอล์ฟ พี่หมี จตุรเทพก็ได้ลงไปหน้าซีดโชว์เด็กๆ กันเพียงลำพัง
โดยปกติเราจะใช้ชื่อทีม Jam (ที่ใช้กันมานานนม) แต่ปีนี้สมาชิกหดหาย จึงต้องขอทีม Infinity มาช่วยรับหน้าทีมเยือนแทน Jam น้อย :) ด้วยประการฉะนี้
ประมวลภาพปี 2009 :: http://picasaweb.google.com.au/jubjub.picc/BasketTrue201002#
สำหรับปีนี้เฮียกอล์ฟไม่ได้มาร่วมเหนื่อยด้วย เนื่องจากเพิ่งหายจากอาการจู๊ดๆ แต่พี่เสือเธียร์นั้นไร้ซึ่งข้ออ้าง ทำให้ต้องลงไปวิ่งหอบแฮกกับเพื่อนๆ ประมาณว่าเล่นเอาขำ ไม่จริงจัง เพราะกรูเหนื่อย.. แต่ก็ไม่ได้เน่าแน่แช่แป้งจนมากเกินไปนัก กระโดดยิงระยะไกลก็ยังได้แต้มมาให้พอชื่นใจและได้กรี๊ดอยู่บ้าง จบเกมส์เจ้าบ้านชนะทีมเยือน 1 คะแนน แต่ความอึดนี่มันสู้กันไม่ได้ ทีม True ดูดี เหมือนกับได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ทีมเจ้าบ้านหมดสภาพกันไปเป็นทิวแถว แม้จะลงไปเล่นกันคนละไม่เกิน 5 นาทีก็ตาม งานนี้ถ้าไม่ได้เด็กๆ มาช่วยเป็นอันว่าได้แพ้ราบเป็นหน้ากลองแน่นอนค้าบ :)

และแล้วเป้าประสงค์ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี "ได้แวะมาเที่ยวแล้วก็ได้กระชับมิตรไปด้วย" แจร่ม!!

BPK Karaoke 2010

เลือดลมสูบฉีดแรงอีกครั้ง หลังขึ้นเวทีคาราโอเกะของโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต กิจกรรมสนุกๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหาดาวเด่นเสียงดี เพื่อไปประกวดคาราโอเกะเครือข่าย ณ เมืองบางกอก ร่วมกับพี่น้องสายเลือด BDMS ที่มีอยู่ 10 กว่าแห่งทั่วประเทศไทย อันตัวข้าพเจ้านี้ มีความสุขยิ่งที่จะได้ร่วมแจมฮ้องเพลงกับน้องฮ้องน้องใหม่และหน้าเก่าเป็นประจำทุกปี โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย หุหุ


5 ปีกว่าที่อยู่มา ไม่เคยมีปีใดเลยที่ไม่สมัคร ทั้งที่ไม่เคยได้รางวี่รางวัลอะไรกับใครเขา แต่ก็มิได้เศร้าใจ เพราะถือว่าได้กระทำการอันเป็นสุขให้แก่ตัวเองแล้ว น่าจะเป็นพอ.. รอยยิ้มของเพื่อนๆ ที่คอยลุ้นกันจนตัวโก่ง ไม่ให้ร้องผิดจังหวะ ทำนอง และเนื้อร้องนั้น มันสร้างกำลังใจอย่างมหาศาลให้แก่มนุษย์พุงย้วยคนนึง แต่ด้วยความประหม่า ตื่นเต้น มือเย็น ที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่เคยหายนั้น มันก็นำพาให้เกิดอาการหูดับ ร้องผิด หรือไม่ก็ต้องสะดุดเป็นประจำทุกครั้ง อย่างน้อยก็ 1 ท่อน จนอ้ายชายบ่นกับน้องเอกว่า "เอาอีกแล้วนะ มันนะ ทุกทีเลย" haha

เป็นการร้องเพลงเศร้าที่มีความสุขมากประมาณว่าโดนผู้ชายทิ้งก็ยังยิ้มได้ ไรเงี้ย.. รู้สึกว่าตัวเองยิ้มตลอดเลย จริงอย่างที่น้องเอกได้ทำนายไว้ไม่ผิดเพี้ยน ทั้งที่ย้ำนักหนาว่าห้ามยิ้ม อิอิ.. งั้นปีหน้าเลือกเพลงที่ยิ้มได้ดีกว่าเนาะ เอกกี้เนาะ :)

ฝากไว้ในใจเธอ :: หากมีโอกาสทำเรื่องสนุกให้เกิดแก่ชีวิตที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา ขอให้รีบฉวยโอกาสนั้นไว้ และทำมันเสียอย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าเรื่องนั้นๆ จะเล็กน้อยหรือใหญ่โตเพียงใดก็ตาม อย่าได้ละทิ้งโอกาสอันดีงามแล้วปล่อยให้มันผ่านเราไปเฉยๆ แค่เพียงเหตุผลที่เราติ๊ต่างขึ้นมาเองว่ามันยังไม่ใช่หรือมันยังไม่ถึงเวลา แล้วหากเวลาของเรามีแค่เพียงวันนี้ล่ะ เรายังจะทำมันอยู่มั้ย?

เชื่อเถอะว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มักสอนให้เราได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างเสมอ .. เพียงเราเปิดใจและให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้มันเท่านั้น แล้วคำว่า "เสียดายจัง ทำไมเราถึงไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้นะ" ก็จะค่อยๆ หายไปจากวงจรชีวิตเราเอง

ประมวลภาพ :: http://picasaweb.google.com/jubjub.picc/BPKKaraoke2010#

4.5.53

"โอกาสและการให้อภัย"


ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นด้วยกันที่นี่ : fakebook

ขอขอบคุณ :: ดอกหญ้าหน้าบ้านลุงหนวดสำหรับ BG และปัญหาของเหล่าสหายหลายคนที่ระบายออกมา จนพาให้มันสมองน้อยๆ กลั่นกรองทางออกที่แสนจะธรรมดา แต่นำมาซึ่งผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่(ในกรณีที่ทำได้)

22.4.53

Earth Day 22apr2010


เช้าวันนี้ เอกกะชวย พีอาร์จากแผนกสื่อสารการตลาด ส่งเมลมากระตุ้นจิตสำนึกเพื่อนพนักงานผ่านทาง Lotus notes(ช่องทางสื่อสารภายใน) เนื่องในวันคุ้มครองโลก มีใจความดังนี้

วันนี้เป็นวันคุ้มครองโลก นะจะบอก...ให้ อิอิ
วันคุ้มครองโลก (Earth Day) ถือเป็นวันสำคัญของขบวนอนุรักษ์ธรรมชาติทั่วโลก ตรงกับวันที่ 22 เมษายน ของทุกปี วันคุ้มครองโลก ถือกำเนิดในสหรัฐอเมริกาเมื่อ 27 ปีก่อน ในวันที่ 22 เมษายน 2513 นักอนุรักษ์ธรรมชาติกลุ่มหนึ่งได้จัดให้มีการแสดงพลังครั้งใหญ่ เพื่อปลุกเร้าจิตสำนึกเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับวันยิ่งถูกมนุษย์ทำลาย ในการแสดงพลังครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมกว่า 20 ล้านคนและปรากฏขึ้นตามเมืองใหญ่ ๆ เกือบทั้งสหรัฐ
หลังจากนั้นความห่วงใยปัญหาสภาพแวดล้อมของสหรัฐก็เพิ่มพูนขึ้น มีการออกกฎหมายควบคุมการกระทำที่สร้างความเสียหายให้กับธรรมชาติ สำหรับประเทศไทย เริ่มพูดถึงวันคุ้มครองโลกครั้งแรก เมื่อปี 2533 ถือเป็นการเริ่มต้นของสังคมไทยยุคเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะหลังจาก สืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กระทำอัตวินิบาตกรรม และเมื่ออาจารย์และนักศึกษาร่วมกัน 16 สถาบันได้จัดงานวันคุ้มครองโลกขึ้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของป่าอนุรักษ์ และตระหนักถึงวิกฤตการทำลายสัตว์ป่าและป่าไม้ประเทศไทย ยังมีการจัดงานเพื่อหาทุนเข้ามูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อใช้ในการปกป้องรักษาผืนป่า ที่เป็นมรดกของโลกอีกด้วย
แถมท้ายเอกกะชวยก็ยังฝากวิธีการช่วยโลก ลดโลกร้อน ให้ช่วยกันบอกต่ออีกด้วย..


ooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo
สำหรับฝ่ายกิจสาธารณะก็ได้จัดกิจกรรมสนับสนุนวันคุ้มครองโลกกับเค้าเเหมือนกัน วางแผนเอาไว้ถึง 2 กิจกรรมเลยทีเดียว >>http://jubjub-inspiration2010.blogspot.com/2010/04/earth-day-2010.html และที่สำเร็จลุล่วงไปเรียบร้อยแล้วก็คือ EM Ball กับงานด้านสิ่งแวดล้อม
ซึ่งผ่านไปหมาดๆ เมื่อวันที่19เม.ย.ที่ผ่านมานี้ >>
http://jubjub-inspiration2010.blogspot.com/2010/04/em.html เริ่มตั้งแต่ตื่นเช้าก่อนไก่โห่ เพื่อเตรียมตัวไปลุยโคลนโยน EM Ball ดูรอยกินหญ้าทะเลของพะยูนที่ชายทะเลบ้านป่าคลอก ก่อนจะกลับมาฟังบรรยายเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ (EM) ที่โรงพยาบาลฯ โดยทางโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตได้รับเกียรติจากท่านแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.ดร.พิเชษฐ์ วิสัยจร นำคณะจากศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ จากปัตตานี มาให้ความรู้พวกเราถึงที่นี่ แม้ผลลัพธ์จะยังไม่ชัดเจน แต่อย่างน้อยก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการดูแลสิ่งแวดล้อมใน จ.ภูเก็ต เพราะหลายคนที่มาฟังบรรยายก็ตั้งใจว่าจะเอา EM ไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง เพื่อจะได้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง
ooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo

และสำหรับอีกหนึ่งกิจกรรมในระยะนี้ ก็คือ นิทรรศการภาพวาดของน้อง Holly ซึ่งพี่อ้อ คุณแม่ของคุณน้องก็ได้นำภาพมาติดที่โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวานนี้ โดยเน้นภาพที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของวัน Earth Day (แม้บางภาพจะไม่ค่อยเข้า concept แต่ก็จัดว่าน่ารักมั่กๆ) ส่งผลให้โรงพยาบาลฯ ในฤดูนี้ ดูจะมีสีสัน สดใส เป็นพิเศษ ชวนให้ทึ่งในความสามารถและได้อมยิ้มกับหลายๆ ภาพที่คุณแม่ได้คัดมาแสดงด้วย
นิทรรศการของน้อง Holly จะเปิดอย่างเป็นทางการใน วันพฤหัสที่ 29 เม.ย. เวลา 18.00 น. โดยนายสมิทธิ์ ปาละวัฒน์วิไชย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต จะให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิด ทั้งนี้จะมีการจำหน่ายภาพวาดของน้อง Holly และเสื้อสกรีนลายพะยูนสวยๆ ฝีมือของน้อง Holly ในราคาตัวละ 179 บาท เพื่อนำรายได้ทั้งหมดมอบให้แก่ห้องสมุดเด็กวัดสามัคคีธรรม(ป่าส้าน) อ.คุระบุรี จ.พังงา ในการดำเนินงานเกี่ยวกับห้องสมุดเด็กต่อไป


http://jubjub-inspiration2010.blogspot.com/2010/03/art-for-earth-by-hms.html

ooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo

สรุปว่าวันนี้.. อะไรก็ดูจะเขียวขจีไปหมด เพราะแม้แต่ google ก็เกาะกระแสกับเค้าด้วย เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้อมยิ้มกับ google ได้ทุกที ก็คือภาพเก๋ๆ ของ google เนี่ยแหล่ะ อาจจะเป็นเพราะใช้บริการบ่อย(มั่ก) และก็ไม่เคยผิดหวังในด้านข้อมูลที่เทพกูเกิลประทานให้ จึงทำให้เห็นความน่ารักอยู่เนืองๆ ภาพนี้ก็จัดเก็บเข้าคลังภาพไปแล้วเรียบร้อย สำหรับ google pic วันคุ้มครองโลก ปี 2553

สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน เกิดแล้วดับ สับเปลี่ยนกันเป็นวงจร ธรรมชาติมากมายล้มหายตายจากไปต่อหน้าต่อตา เพียงแค่เรามองไม่เห็นคุณค่าของมัน ณ วันนี้ คงไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันให้เหนื่อยว่ามันสายไปแล้ว หรือมันยังมีเวลาให้แก้ตัว จะทันมั้ยน้า? กับการจะลุกขึ้นมารักษาและหวงแหนสิ่งต่างๆ รอบตัวแล้วถนอมมันไว้อย่างสุดกำลัง หากเรามองเห็นคุณค่าของลมหายใจ เราก็คงพอที่จะตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่หล่อเลี้ยงมันให้ยังคงสูดเข้าและปล่อยออกได้ด้วย

..คงไม่ต้องแปลงร่างเป็นนักอนุรักษ์จ๋าหรอกเจ้าค่ะ แค่ลดละและไม่ทำลายกันก็พอแร้วสำหรับ พ.ศ.นี้

ติดตามดู google pic

20.4.53

หุ่นละครเล็ก

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา มีโอกาสตื่นเช้า(มั่กๆ) อีกครั้ง ผลจากการปอดแหกที่ตื่นสายเมื่อวันเสาร์(17เม.ย.) คราวนี้เลยกังวล พาให้นอนหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน และก็รู้สึกตัวพอดีก่อนนาฬิกาปลุกตอนตี 4.45 น. อาบน้ำล้างขี้ตาให้หายงัวเงีย และในช่วงที่กำลังแต่งองค์อยู่นั้น ไทยพีบีเอสเจ้าเก่าก็ได้นำเสนอ วัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง ที่นั่งดูแล้วก็อึ้งไปหลายนาที "หุ่นละครเล็ก "

เป็นเสน่ห์ของไทยพีบีเอสอยู่แล้ว เวลาจะนำเสนออะไรก็ตามที่มีคุณค่า ให้ดูมีคุณค่าและมีความหมายมาก คู่ควรแก่การอนุรักษ์รักษาไว้จนชั่วลูกชั่วหลาน จากที่เคยได้ยินผ่านๆ กับการแสดงหุ่นละครเล็ก แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก กลับกลายเป็นอยากดู อยากเห็น และอยากไปสัมผัสใกล้ๆ เพราะรู้สึกว่าทุกคนที่อยู่ในขั้นตอนต่างๆ กว่าจะออกมาให้คนอื่นได้ชื่นชมนั้น ล้วนแต่มีความเจ๋ง นับตั้งแต่ผู้ริเริ่ม ผู้ปัดฝุ่นใหม่ มาจนถึงรุ่นลูกที่ให้ความสำคัญกับมรดกที่บรรพบุรุษได้ทิ้งไว้ให้อย่างน่าชื่นชม เชื้อสายสายเลือดที่เข้มข้น ได้หลอมรวมให้เกิดกระบวนการการคิด การปกป้อง และแนวทางของการสืบสานสิ่งดีๆ ที่มีคุณค่าทางใจ จนยากจะหาอะไรมาเปรียบ คนผลิตหุ่นที่ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย และใช้เงินมหาศาล กว่าจะได้หุ่นตัวเล็กๆ มา 1 ตัว เพื่อให้ผู้เชิดใส่ชีวิตใส่เรื่องราว แล้วถ่ายทอดผ่านสายตา ผ่านใจผู้ชมนับพันนับหมื่นที่หมุนวนเข้ามาดู

ขอบคุณภาพจาก >> http://www.thailandlives.com/images/re01.jpg

27-28 เม.ย. มีโครงการจะต้องไปเมืองหลวงอีกหน เลยหมายมั่นตั้งใจว่าจะไปสำเร็จโทษให้เห็นกะตาสักกะที ก่อนจะสิ้นลม เริ่มต้นจากการหาข้อมูลของโรงละครนาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์) และการเดินทางไปเยือน http://www.thaipuppet.com/core/content/view/15/28/lang,th/ วางแผนเรียบร้อย หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ที่พื้นที่แถวสวนลุมยังคงปลอดภัยไม่มีใครไปยึด ก็น่าจะนำสิ่งต่างๆ ที่ผ่านตา ผ่านหู ผ่านใจ มาเล่าให้ฟังได้ในเบื้องหน้า :)

โปรดติดตามตอนต่อไป

8.3.53

พบกันที่นี่ เร็วๆ นี้!!

วันนักข่าว
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


วันนักข่าว หรือ วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ในประเทศไทย ตรงกับวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับ วันสถาปนา สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย (สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน)

กำเนิดวันนักข่าว
สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่
5 มีนาคม พ.ศ. 2498 โดยนักข่าวรุ่นบุกเบิก จำนวน 15 ท่าน คือ นายโชติ มณีน้อย, นายเท่ห์ จงคดีกิจ, นายประจวบ อัมพะเสวต, นายวิเชียร โรจนวงศานนท์, นายถาวร มุ่งการดี, นายสนิท เอกชัย, นายเชาว์ รูปเทวินทร์, นายจรัญ โยบรรยงค์, นายกุศล ประสาร, นายชลอ อาภาสัตย์, นายอนงค์ เมษประสาท, นายวิสัย สุวรรณผาติ, นายนพพร ตุงคะรักษ์, นางวิภา สุขกิจ, และ นายเลิศ อัศเวศน์ นัดหมายกันที่ศาลานเรศวร ในสวนลุมพินี โดยมี นายชาญ สินศุข จากสยามนิกร เป็นประธานการประชุม


โดย
หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ ต่างก็ให้ความสำคัญกับวันสำคัญของพวกตนเป็นอย่างยิ่ง โดยเป็นประเพณีที่ทราบกัน ระหว่างหนังสือพิมพ์กับผู้อ่าน ว่า วันที่ 6 มีนาคม ของทุกปี จะไม่มีหนังสือพิมพ์วางจำหน่าย เนื่องจากเป็นวันหยุดงานประจำปีของบรรดากระจอกข่าวทั้งหลายนั่นเอง แต่แล้วหนังสือพิมพ์ก็แอบออกวางจำหน่ายในวันที่ 6 มีนาคม เนื่องจากประชาชนผู้อ่านตื่นตัว และต้องการรับข่าวสารมากขึ้น จึงทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นต้องเลิกประเพณีดังกล่าวไป


สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้ วันที่
4 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันที่จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดเฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่ ในงานเลี้ยงสังสรรค์ประจำปี แต่เดิมมา งานทั้งสองจัดขึ้น ณ ที่ทำการสมาคมฯ อาคาร 8 ถนนราชดำเนิน ซึ่งบริเวณริมฟุตบาทใกล้เคียง ก็เป็นสถานที่ซึ่งบรรดาเหยี่ยวข่าว นัดพบปะสังสรรค์กันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ในช่วงหลัง จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างมาก และถนนราชดำเนินยังเป็นถนนสายหลัก มีผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก รวมถึงสถานที่ยังคับแคบ ส่งผลให้สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้สัญจรไปมา จึงได้ย้ายสถานที่จัดการประชุมไปยังโรงแรมต่างๆ ตามความเหมาะสม


ต่อมา สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย เข้ารวมกับ สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กลายเป็น “สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 4 มีนาคม
พ.ศ. 2542 แต่ยังคงกำหนดให้วันที่ 5 มีนาคม เป็นวันคล้ายวันสถาปนาสมาคมฯ และวันนักข่าว จนถึงปัจจุบัน

เปลี่ยนหลังคา!!

ทรงผม หนึ่งในปัญหาระดับชาติของสตรีเพศ อาจเป็นเพราะผมเป็นส่วนประกอบหนึ่งบนใบหน้าที่จะพาให้สาวเจ้าดูดีหรือดูไม่ดีได้ง่าย.. หลายคนจึงพากันดูแลรักษาเป็นอย่างดี บ้างก็ดัดหงิกทั้งที่ผมตรง บ้างก็ยืดตรงทั้งที่ผมหงิก บางรายผมแตกปลายเส้นนึงก็เดือดร้อนเหมือนไฟไหม้บ้าน หานู่นี่มาบำรุงจนถลุงเงินไปหลายพันบาท แต่ไอ่จริงๆ ที่ต้องบำรุงให้ดีน่ะ มันเป็น "ความคิด" ที่อยู่ใต้เส้นผมนั่นมากกว่า ไม่ใช่หรือ?
อันตัวข้าพเจ้าเองนี้ก็เคยมีผมยาวๆ ถึงกลางหลังมาก่อน แม้จะไม่สนใจมากนอกจากรักษาความสะอาดแต่ก็ยังต้องมัด รัด พันเอาไว้ กันรุงรัง ซึ่งก็สร้างปัญหาให้ในระดับหนึ่ง(เมื่อสมัยยังสาว) หลังจากทำงานที่โรงพยาบาลฯ แล้วโดนกฎระเบียบให้ใส่เน็ตเพื่อความเรียบร้อย ข้าน้อยก็ได้จัดการหั่นผมสั้นทันที แล้วก็ไม่เคยไว้ยาวได้อีกเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เมื่อสองวันก่อน ก็เพิ่งเอาหัวรกๆ ของตัวเองไปให้พี่พงศ์หั่นสั้น(กว่าเดิม)ให้ หลังมีอาการมัวซัวมาหลายวัน รำคาญที่ผมมันคอยแทงตา จึงหาที่ทางจัดการตัดมันออกไปซะ Cut&Curl ร้านตัดผมที่อยู่ยืนยงคงกระพัน ตัดกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เพลินๆ เวลาดูพี่พงศ์แต่งตัวมาตัดผม ดูมากมาย แต่ก็คงความสบายไว้ได้อยู่ บางครั้งหัวฟูอลังการ บางครั้งใส่หมวก บางครั้งใส่แว่น บางครั้งโพกหัว บางครั้งเหมือนจะไปขี่ม้า ซึ่งทั้งหมดเหล่านั้น ส่งผลให้ร้านดูมีสีสัน อีกทั้งยังชอบที่พี่พงศ์คุยกับเด็กในร้านด้วยน้ำเสียงเรียบๆ สุภาพและไพเราะ ซึ่งเหมาะแก่การเปิดกิจการส่วนตัวอย่างแรง เพราะข้าน้อยถือว่า หากเจ้าของร้านหรือหัวหน้างานให้เกียรติแม้กระทั่งลูกของตัวเองได้ เค้าก็จะสามารถให้เกียรติลูกค้าหรือผู้มาใช้บริการได้อย่างจริงใจด้วยเช่นกัน วันนั้นมัวแต่สังเกตทุกสิ่งรอบกาย หันมาดูหัวตัวเองอีกทีก็แปลกตาไปซะแระ แต่ก็เบาหัวดี ไม่รก ไม่รุงรัง ไม่ต้องอะไรกับมันมาก
ร้อนจนตับแล่บอย่างนี้ มาตัดผมสั้นกันดีก่าพี่น้อง!!
จริงๆ แล้ว ตัวเองนั้น พยายามผลักดันให้ใครต่อใครที่อยู่รอบวงจรชีวิตตัดผมสั้นๆ เพราะมันดูเคื่อมๆ(เคื่อม = สะอาด) สะอาดตาและเหมือนไม่ต้องไปอะไรกับมันมาก ทั้งป๊ะป๋า พี่ชาย เพื่อนชาย ก็กร้อนผมสั้นกันถ้วนหน้า แต่ก็ไม่เคยคิดอะไรมากไปกว่านั้นนะ เพราะมันก็แค่ผมสั้น จนได้มาสนทนา(ธรรม) กับโอ๊ต สะมีของเพื่อนสาวเจ้ายุงดองน้อย เรื่องผมสั้นๆ เพราะปัจจุบันโอ๊ตนั้น ก็ตัดซะสั้นจุ๊ดจู่ ~~ โอ๊ตบอกว่า ตัดให้มันสั้นๆ จะได้ตัดไปได้หนึ่งเรื่อง ไม่ต้องไปคิดวุ่นวายกับมันอีกแล้ว อืมม.. คงเหมือนพระสงฆ์ใช่มั้ย ที่พระพุทธเจ้ากำหนดให้โกนผมโกนคิ้ว ตัดไปให้หมด จะได้ไม่ต้องไปวุ่นวายกับมันอีก ตัดไปได้อีก 1 เรื่องในชีวิต ไม่ต้องไปคิดและให้ความสำคัญกับมันมาก ผมยาวมากก็ยิ่งมีเรื่องให้คิดมาก โอวว ล้ำลึกมาก..
โดยส่วนตัวชอบคุยกับโอ๊ตอยู่แล้ว เพราะโอ๊ตเป็นหนึ่งในพุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คิดได้และคิดดี ตื่นเช้านั่งสมาธิทุกวันก่อนมาส่งยุงดองที่ทำโรงพยาบาลฯ ซึ่งหากผู้ชายคนนึงให้ความสำคัญกับเรื่องความสงบได้ มันก็เป็นเรื่องน่ายกย่อง แม้หากใครยังไม่ถึงจุดพีคเหมือนท่านโอ๊ต แต่สามารถลดความซ่าส์ลงและเดินไปตามทำนองคลองธรรมบ้าง แค่นั้นก็น่าจะเป็นไปในทางที่ดีแล้ว ส่วนท่านโอ๊ตนั้นได้รับการสรรเสริญก็เพราะล่าสุดได้ช่วยปิดประเด็นความสำคัญของเส้นผมให้ข้าน้อยด้วย จึงสมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง :)
"ตัดเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องคิดและวุ่นวายกับมันมากไปได้ตั้ง 1 เรื่อง เพื่อเอาเวลาไปคิดหรือทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์มากกว่า น่าจะดี" แล้วอะไรบ้างล่ะตอนนี้ ที่เราให้ความสำคัญกับมัน ทั้งๆ ที่มันไม่ได้สำคัญกับเราเลย ~~

3.3.53

คิดถึงแหลมไผ่..

แหลมไผ่ อยู่ตรงไหนของภูเก็ต!!

ขับไปทางราไวย์ เบี่ยงซ้ายก่อนขึ้นแหลมพรหมเทพ จะพบกับหาดส่วนตัวพร้อมสิ่งก่อสร้างอันใหญ่โตที่พวกเราได้รับอานิสงฆ์ของท่านมาตั้งแต่เมื่อครั้ง คึกคัก หลังจากบ้านคึกคักโดนสึนามิถล่มจนราบเป็นหน้ากลองแล้ว พวกเราก็ได้แหล่งกบดานใหม่ คือ ชายหาดเงียบๆ ตรงนี้ ที่เป็นเคหะสถานอันเหมาะแก่การรวมพล แต่ถึงเหมาะแค่ไหนก็เคยไปกันแค่ครั้งเดียวเท่านั้น 1.เพราะหาวันครบๆ ยาก 2.มีอีกหลายสาขามาช่วยกันใช้สถานที่แห่งนี้เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อน พวกเราไปนอนกันตั้งกะต้นปี 52 โน่น.. จำได้ว่าเป็นวันเกิดของพี่หมีขาวและนู้เหน่นอ่ะแหล่ะ

ครบรอบกำเนิด Snail Line Team ปีนี้ 11 มีนาคม 2553 พวกเราจึงนัดประกาศความเหนียวแน่นกันอีกหน อีกทั้งยังเป็นวันเกิดของเสือเธียร์(ผู้อภินันทนาการสถานกบดานแห่งนี้) อีกด้วย จึงนับเป็นวันฤกษ์งามยามเหมาะที่จะไปเคาะกะลา สนุกสนานกันให้เต็มที่อีกสักที 13-14 มี.ค.นี้ กับเหล่าหอยทากน้อยทั้งหลาย แล้วพบกัน


ย้อนอดีตกันให้ดูดดื่ม >>
http://picasaweb.google.com/jubjub.bpk/GooodGang1718jan09#

บริจาคดวงตาและอวัยวะ จ.ภูเก็ต

เมื่อไม่กี่วันก่อน ทางโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ได้รับหนังสือจากสภากาชาดไทย เรื่องขอติดโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์โครงการ Let Them See Love เพื่อรณรงค์การบริจาคอวัยวะและดวงตาให้สาธารณชนเกิดความรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคอวัยวะ โดยในปีนี้มีเหล่าศิลปินให้เกียรติสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอวัยวะในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิด "การให้เป็นสิ่งสวยงาม : The Beauty of Giving" ซึ่งได้นำผลงานดังกล่าวมาจัดพิมพ์เป็นโปสเตอร์เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ด้วย

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติม >> http://www.helplink.net/letthemseelove/

โปสเตอร์ 2 ใบ เขียนบรรยายไว้ตัวบะเร่งเท่งว่า
"การให้..เป็นสิ่งสวยงาม"
ทุกการให้ไม่เคยสูญเปล่า การบริจาคอวัยวะ 1 ร่างกาย สามารถต่อชีวิตใหม่ได้อีกหลายชีวิต
ในปัจจุบัน มีผู้ป่วยรอรับการปลูกถ่ายอวัยวะและดวงตาถึง 8,303 คน ..
แบ่งเป็น ไต 2,258 คน หัวใจ 23 คน ปอด 15 คน ตับ 173 คน และดวงตา 5,834 คน
แต่มีเพียง 689 คนเท่านั้น ที่ได้รับการบริจาคอวัยวะในปี 2552
อันตัวจุ๊บ จุ๊บเอง ก็ยื่นเรื่องขอบริจาคอวัยวะและดวงตาไปแล้ว(แต่ยังไม่ตายเลย) หลังจากเจรจากับทางบ้าน ซึ่งก็ยังยอมบ้างไม่ยอมบ้างอยู่ แต่เป็นเพราะหม่ามี๊โอเคและเป็นผู้เซ็นยินยอมให้ ก็เลยได้ส่งเรื่องไปแสดงเจตจำนง(เมื่อนานมาแล้ว) ในอนาคตหากจุ๊บ จุ๊บ เสียชีวิต ด้วยภาวะสมองตาย ก็สามารถนำเอา 2 ตา 1 หัวใจ 1 ปอด 1 ตับ 2 ไต ไปใช้กับผู้ที่รอรับบริจาค ณ ขณะนั้นได้(ในกรณีที่ญาติของจุ๊บ จุ๊บยินยอม) ซึ่งทุกสิ่งอย่างที่ได้ไป ก็จะได้เป็นประโยชน์ไปช่วยต่อลมหายใจให้ใครอีกหลายคนได้อีก แต่หากเสียชีวิตด้วยกรณีอื่น ก็สามารถรับตาทั้ง 2 ข้างไปได้ค่ะ
พี่จุ๋มบอกว่า เวลามีคนบริจาคอวัยวะให้แต่ละครั้งนั้น(ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ) สามารถนำไปช่วยชีวิตชาวไทยได้ครั้งละหลายราย อย่างเช่นชาวฝรั่งเศส(คนล่าสุด) สามารถนำไปช่วยชีวิตคนไทยได้ตั้ง 5 รายเลยค่ะ ส่วนหัวใจที่มีระยะเวลาเพียงแค่ 2 ชม.นั้น พี่จุ๋มบอกว่าถ้าในขณะนั้นไม่มีผู้ป่วยรอเปลี่ยนอยู่ หรือเลือดไม่เข้ากัน ทีมแพทย์ก็จะเก็บลิ้นหัวใจแช่ไนโตเจนเหลวเอาไว้ใช้ได้อีกในอนาคตค่ะ ..

หลายครั้งที่เจตจำนงของผู้บริจาคอวัยวะและดวงตาไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากความเศร้าเสียใจของญาติในขณะนั้น ซึ่งกำลังสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก จึงเป็นการยากที่จะอนุญาตให้ทีมแพทย์ผ่าตัดนำส่วนใดส่วนหนึ่งออกไปจากร่างกาย อีกทั้งในสังคมไทยยังมีการความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้น้อยมาก ทำให้การบริจาคอวัยวะไม่เป็นที่ยอมรับกันเท่าที่ควร แต่ถ้านับกันจริงๆ ผู้ป่วยสมองตายในทางการแพทย์นั้น ก็เปรียบเสมือนผู้ที่เสียชีวิตแล้วนั่นเอง ซึ่งก่อนที่แพทย์จะลงความเห็นว่า "สมองตาย" นั้น ต้องมีการตรวจเช็คกันหลายครั้ง หลายวิธี และจะต้องใช้แพทย์ยืนยันลงความเห็นมากกว่า 1 ท่านด้วย การตัดสินใจปุบปับว่าคนนั้นคนนี้สมองตายเพื่อจะได้ขออวัยวะไปช่วยคนอื่นนั้น มันไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ ส่วนการเจรจาขอรับบริจาคกับญาติของผู้ป่วยสมองตายนั้น ก็จะต้องได้รับความยินยอมจากทุกฝ่าย หากมีการคัดค้านจากญาติคนใดคนหนึ่ง ทีมแพทย์ก็ไม่สามารถผ่าตัดเอาอวัยวะไปได้เช่นกัน
ส่วนอวัยวะทั้งหมดที่จุ๊บ จุ๊บ กล่าวไปข้างต้น ทั้ง 2 ตา 1 หัวใจ 1 ปอด 1 ตับ กับ 2 ไต นั้น จะรับได้จากผู้ป่วยสมองตายเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากกรอกรายละเอียดแจ้งความจำนงในเอกสาร ก็ต้องกรอกทั้ง 2 ใบ(บริจาคดวงตา+บริจาคอวัยวะ) เพราะถ้าเราเสียชีวิตด้วยเหตุอื่น(ไม่ใช่สมองตาย) ทีมแพทย์ก็จะสามารถเอาดวงตาทั้ง 2 ข้างของเราไปใช้กับผู้ป่วยที่รอรับบริจาคได้ค่ะ สำหรับเรื่องที่หลายท่านยังสับสนอยู่ระหว่าง บริจาคร่างกายกับบริจาคอวัยวะนั้นก็แตกต่างกันนะจ๊ะ ถ้าเรียก "บริจาคร่างกาย" นั่นหมายถึงการบริจาคเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษาเรียนรู้ค่ะ

และนับว่าเป็นข่าวดีของผู้ป่วยโรคกระจกตาที่มีภูมิลำเนาเป็นชาวภูเก็ต พังงา และกระบี่ ที่ไม่ต้องไปเข้าคิวรอเปลี่ยนกระจกตากว่า 5,000 คน ที่กรุงเทพฯ เพราะจากการที่โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตได้เจรจาขอรับบริจาคดวงตาจากญาติผู้เสียชีวิต 4 ราย และผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาไปแล้ว 2 ตา จึงทำให้มีโควต้าเหลืออีก 6 ตา ซึ่งสามารถผ่าตัดให้แก่ผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่าจะจะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับการเปลี่ยนกระจกตา โดยพญ.เขมวรรณ เวทยไวกูณฐ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต (ชาวภูเก็ตแท้ๆ แถมใจดีด้วย) สามารถวินิจฉัย และผ่าตัดให้กับผู้ป่วยได้ทันที โดยไม่ต้องเข้าคิวยาวๆ หรือเดินทางไปไกลถึงเมืองบางกอก ส่วนค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดก็เทียบเท่าโรงพยาบาลของรัฐ คือประมาณ 22,000 - 25,000 บาท ค่ะ
-----------------------------------------------

โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตได้รับการแต่งตั้งจากสภากาชาดไทยให้เป็นสาขาบริการดวงตา ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านเครื่องมือและจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา อีกทั้งทางโรงพยาบาลฯ ยังยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกระจกตาในเขตพื้นที่รับผิดชอบให้ได้รับการผ่าตัดรักษา โดยไม่ต้องเข้าคิวที่สภากาชาดไทย ซึ่งมีผู้ป่วยรอรับการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตามากกว่า 5,000 ราย(จากสถิติล่าสุด 5,834 ราย) ทำให้บางรายต้องรอนาน 3-4 ปี โดยผู้ป่วยโรคกระจกตาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ สามารถลงทะเบียนเพื่อเปลี่ยนกระจกตาได้ที่โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตโดยตรง โดยเสียค่าใช้จ่ายในราคาใกล้เคียงกับโรงพยาบาลของรัฐ(ประมาณ 22,000 - 25,000 บาท) ซึ่งเป็นความตั้งใจของโรงพยาบาลฯ ที่จะมีส่วนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกระจกตาให้กลับมองเห็นและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในสังคม


นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลฯ ยังเป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับสภากาชาดไทยในการรับบริจาคดวงตาและอวัยวะ เพื่อจะได้นำดวงตาและอวัยวะเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยโรงพยาบาลได้เปลี่ยนกระจกตาให้ผู้ป่วยไปแล้ว 2 ราย และได้ขอเจรจาจากญาติผู้ป่วยสมองตาย จนได้รับบริจาคอวัยวะและดวงตาจากผู้ป่วย 4 ราย (เป็นชาวไทย ชาวสเปน ชาวออสเตรเลีย และชาวฝรั่งเศส) ซึ่งสามารถนำไปช่วยผู้ป่วยที่กำลังรอรับความช่วยเหลือได้อีกหลายท่าน


ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคกระจกตาที่ต้องการผ่าตัดรักษาหรือผู้สนใจสมัครเป็นผู้บริจาคดวงตา สามารถติดต่อได้ที่สาขาบริการดวงตาศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย จังหวัดภูเก็ต ณ ศูนย์ตา ชั้น 2 โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณปารียา จุลพงษ์ (พี่จุ๋ม) ผู้จัดการฝ่ายกิจสาธารณะโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต โทร 1719 ต่อ 1284
-----------------------------------------------

ใกล้เข้าไปทุกที วันที่ 5 มีนา!!

เมื่อวานได้รับการทาบทามจากพี่นกปราบ พี่สาวใจดีของเรา ให้เป็นนักกีฬาแชร์บอลสู้ศึกกับพี่น้องวิทยุการบิน ที่ได้ข่าวมาว่าไซส์นักกีฬากันทั้งนั้น ตกปากรับคำไปทั้งน้ำมูกไหลโดยไม่ต้องคิดให้มากความ เพราะอยากหนุก ต่อให้เลวร้ายที่สุดก็แค่พาลูกวิ่ง คงไม่เสียหายเท่าไหร่ หุหุ ~~
นัดหมายวันพฤหัสบ่าย.. ไอ่เราแก่แล้วอย่างนี้ ไม่รู้จะวิ่งไหวรึเปล่า ครานี้คงต้องเกณฑ์ให้ลูกสมุนไปช่วยเชียร์ เอาเสียงดังเข้าว่าไว้ก่อน ชนะหรือไม่ได้แต้มเลย นั่นอีกเรื่อง..
แต่วันนี้ หวัดจับซะป่นปี้เสียแล้ว ขี้มูกก็ไหล ต้องอยู่แบบซมๆ ทนพิษไข้ ไอ จาม ก็มากันครบเชียว
จะไหวมั้ยเนี่ย ตรู!!
"น้องเอก เอกกะชวย ช่วยสร้างกระแส ความมันส์ อีกระลอก"
สารจากน้องน้ำขว๋น พีอาร์คนเก่งของชมรม :)
เรียน...ผู้สื่อข่าวภูเก็ตทั้งสมาชิกเก่าและสมาชิกใหม่ทุกท่าน 1 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรก็จะถึงงานวันสื่อสารมวลชนอีกรอบ ปีนี้ชมรมผู้สื่อข่าวภูเก็ตเรา มีกิจกรรมมากมาย มีอะไรบ้างที่น่าสนใจ มาติดตาม อ่านดูค่ะ
วันพุธที่ 3 มีนาคม 2553 เวลา 15.00 น.
ไปให้กำลังใจและร่วมเชียร์ การแข่งขันฟุตบอลเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่าง ทีมสื่อมวลชนและ ทีมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่สนามฟุตบอล ร.ร สตรีภูเก็ต (งานนี้ได้ข่าวแว่วๆมาว่า พี่โสภณ นำทีมนักแตะซ้อมทุกวัน เผื่อชนะแล้ว จะไปแข่งต่อกับสโมสรท่าเรือ แต่ต้องระวังแฟนคลับสิงห์คลองเตย นิดนึง น่ะค่ะ เหอๆๆ)
วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2553 เวลา 15.00 น. (ที่เก่าเวลาเดิม)
ไปให้ กำลังใจสื่อมวลชนสาวๆ สวยๆ ทั้ง ปูลม พี่สารภี พี่นกสาลินี พี่จุ๊บ น้องจี๊ด และอีกเพียบ ขนกันมาประชันความสวย ซ่า แข่งกีฬาแชร์บอล และกีฬา พื้นบ้าน ทั้งชักกะเย่อ วิ่งกระสอบ และอีกเพียบ จะชนะทีมคู่แข่งรึเปล่า ไม่รู้!!! แต่ความน่ารัก ชนะขาดค่ะ
อย่าเพิ่งเหนื่อยกันน่ะค่ะ ตื่นเช้ากันหน่อยในวันที่ 5 มีนาคม 53 เวลา 07.00 น.
มาร่วมกันทำบุญเลี้ยงพระ ที่ชมรมผู้สื่อข่าว และทานข้าวร่วมกัน ใครมีฝีมือ ในการทำกับข้าวอร่อยๆ ก็เอามาถวายพระได้น่ะค่ะ น้ำฝนและโบว์ จะหุงข้าว คนสวยไว้รอ อิอิอิ ยังจำได้อยู่เลยว่า หมูทอดพี่พงษ์ น้ำพริกหนุ่มพี่ชัยวุฒิ ขนมจีนพี่ต้นตาล และอีกมากมาย อร่อยๆทั้งนั้น หิวๆๆๆ
และในวันเดียวกันมาร่วมสังสรรค์กันต่อ ในงานวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ
ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน เวลา 18.00 น. ที่มีไฮไลท์สำคัญคือการแสดงจาก บรรดาผู้สื่อข่าวที่ซุ่มซ้อมกันอย่างหนัก เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้มาร่วมงาน โดยปีนี้ ทางชมรมผู้สื่อข่าวภูเก็ตขอความร่วมมือสมาชิกทุกท่านแต่งตัว Theme สีเขียว ค่ะ

ขอบคุณค่ะ
น้ำฝน PR ชมรมผู้สื่อข่าวภูเก็ต
--------------------------------------------
ปูลมคนสวย เค้าฝากมา งานนี้..
จะแข่งกีฬา จะเต้น จะมันส์ จะหนุกอย่างไรไม่ว่า แต่ขออย่างเดียว!!

1.3.53

วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ

วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ เมื่อครั้งกระโน้น(ปี 2552) นั่งหัวเราะน้ำลายไหลอยู่ด้านหน้าเวที..
5 มีนาคม ปีนี้ ก็แว่วมาว่า พี่ๆ เค้าเตรียมตัววาดลวดลายกันอีกหน อดทนอีกไม่กี่วันเท่านั้น haha

รื้อฟื้นความทรงจำกันได้ที่นี่ ~ ~

http://picasaweb.google.com/jubjub.bpk/52# < < ประมวลภาพ

http://bpkcsrproject.blogspot.com/2009/03/blog-post_2679.html < < บรรยาย