แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ all EM แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ all EM แสดงบทความทั้งหมด

10.5.53

พะยูน พูลสุข_จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ

กรุงเทพธุรกิจ ~ จุดประกาย ฉบับวันพุธที่ 5 พ.ค. 53 เรื่อง พะยูน พูนสุข หลังจากพี่สมสกุล เผ่าจินดามุข บินตรงจากกรุงเทพฯ มาร่วมลุยโคลนกับเราเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เรื่องราวเหล่านี้จึงปรากฏแก่สายตาประชาชี
เมื่อไม่ได้นั่งเทียนเขียน สิ่งต่างๆ ที่บอกเล่า จึงกลั่นกรองออกมาจาก 1 สมอง 2 ตา และ 1 ใจ :)

ประมวลภาพ : http://picasaweb.google.com/jubjub.picc/41953#


"อยากให้คนหันมาเห่อพะยูน เหมือนเห่อแพนด้าบ้าง" นักวิชาการประมงคนหนึ่งเปรยออกมา ขณะที่สถานการณ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวนี้ ดีขึ้นมานิดหน่อยอย่างน้อยก็ที่...ไข่มุกอันดามัน

คนภูเก็ตแบ่งเวลาพิเศษกว่าคนจังหวัดอื่น อย่างเวลาสนทนาถึงทะเลและสิ่งแวดล้อมกับชาวบ้านป่าคลอก อ.ถลาง พวกเขามักแบ่งเวลาออกเป็นสองช่วง คือ ก่อนสึนามิ และหลังสึนามิ "ก่อนสึนามิหญ้าทะเลเยอะมาก พอสึนามิมาหญ้าก็หายไปหมด" ป้าน้อย พยานปากเอกที่รู้เห็นท้องทะเลแถวบ้านมาตั้งแต่เกิด พูดกระมิดกระเมี้ยนไม่เต็มปาก เพราะเพิ่งใส่ฟันชุดที่สามจึงยังไม่คุ้นชิน

ชายหาดน้ำตื้นหน้าโรงเรียนวีรสตรีอนุสรณ์และบ้านป่าคลอก หญ้าทะเลเขียวแกว่งไกวอย่างอ่อนโยนใต้พื้นน้ำเค็ม มันเป็นระบบนิเวศวิทยาหญ้าทะเลที่สัตว์น้ำอย่าง ปูขน ปูเทศบาล หอยชักตีน หอยโป่ง ปลาทะเล ปลาโทง กุ้งขาว กุ้งตีนแดง และอีกสารพัดชนิดใช้เป็นที่ดำรงชีวิต ชวนให้นึกถึงทุ่งหญ้าสวันนาห์ในแอฟริกา ผืนทะเลหน้าหาดป่าคลอกยังเป็นแหล่งยังชีพของชาวบ้านแถบนั้นด้วย
ชาวบ้านคนหนึ่งยกข้องให้ดูปลาตัวอวบขาวยาวสักฝ่ามือทำตาแป๋วแหววนอนเบียดกันอยู่ในข้อง มันคือปลากระบอก ที่ขายกันกิโลกรัมละ 60 บาท วันไหนจับได้ปลาทรายที่ขายกันกิโลกรัมละ 100 บาท ถือว่าพวกเขาโชคดีแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชายหาดได้หญ้าทะเลกลับคืนมาแล้ว
หญ้าทะเลหน้าหาดหมู่บ้านป่าคลอกยังเป็นที่แวะเวียนของของพะยูน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เหลือจำนวนประชากรน้อยลงทุกวัน ถึงขั้นถูกจัดให้อยู่ในบัญชีสัตว์สงวน ตามพระราชบัญญัติสัตว์สงวน พ.ศ.2535 อาหารเหลาชั้นเลิศของพวกมันคือหญ้าทะเล และเป็นพืชชนิดเดียวที่ยังชีพและเผ่าพันธุ์ของพวกมันไว้


"มาดู มาดู นี่ไงรอยพะยูนกินหญ้า" ลุงต๋อย ชาวบ้านนักอนุรักษ์ซึ่งยืนคอยอยู่นานแล้วตะโกนเรียกให้มาดูร่องรอยของหญ้าทะเลที่หายไปเป็นทาง ยืนยันว่าพะยูนยังคงแวะเวียนแอบมาหาอาหารอยู่เสมอ พะยูนใช้ปากของมันดูดหญ้าทะเลจนชาวบ้านเรียกพวกมันว่า หมูน้ำ หรือหมูดูด จากพฤติกรรมการกินที่คล้ายหมู ดูจากร่องรอยการกินแล้วลุงต๋อยสวมบทนักสืบเชอร์ล็อค โฮมส์ บอกว่าน่าจะมีสัก 3 ตัว เป็นพ่อ แม่ และลูก เนื่องจากบางรอยมีขนาดเล็ก ปี 2535 ลุงต๋อย และอาสาสมัครชาวบ้านกลุ่มหนึ่งรวมกลุ่มกันเป็นชมรมนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ช่วยดูแลสอดส่องสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้านไม่ว่าจะเป็นป่าบนบก หรือสินในน้ำ หากพบเห็นกลุ่มคนฉกฉวยประโยชน์ตัดโค่นถางป่า หรือลงอวนจับปลาชนิดไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม อาสาสมัครชาวบ้านพร้อมปฏิบัติการต่อต้าน "เมื่อก่อนเยอะกว่านี้ แต่พอมีเครื่องมือประมง มีเรืออวนลง สัตว์น้ำหายหมด" ลูกน้ำเค็มเล่าถึงเหลือบ การทำงานของนักอนุรักษ์ชาวบ้านอาศัยการออกหาข่าวตามตลาด หากพบพ่อค้านำสัตว์สงวนมาขายตามตลาด อาสาชาวบ้านจะไปเจรจาและห้ามปราม โดยที่ผ่านมาได้รับความร่วมมืออย่างดี

-2-
ชายทะเลหน้าหาดป่าคลอกเป็นเลนนุ่มพอเหยียบจมฝ่าเท้า แต่ไม่ถึงกับมิดท่วม พื้นข้างล่างค่อนข้างแน่น เวลาเดินเท้าเปล่าควรระวังและเจริญสติไปพร้อมกับท่อง "ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ" เพราะใต้พื้นชายเลนเป็นที่หลบซ่อนหน้าของหอยชักตีน เงี่ยงคมของมันคอยสกัดผู้บุกรุก หากบุ่มบ่ามก้าวเท้าสวบๆ ลงไปอาจต้อง "ชักตีน" ออกแทบไม่ทัน

หญ้าทะเลมีลักษณะเป็นใบเรียวยาวปลายมน ผิวออกลื่น และนุ่มมือ สัตว์น้ำหลายชนิดใช้เป็นที่คุ้มกะลาหัว หญ้าทะเลจึงเป็นแหล่งชุมนุมของปู กั้ง ปลาชนิดต่างๆ รวมถึง "หลัด" สัตว์ทะเลที่ชาวประมงเอาไว้เป็นเหยื่อตกปลา
หญ้าทะเลหรอมแหรมเริ่มเขียวชะอุ่มเป็นผลพวงจากโครงการฟื้นฟูหญ้าทะเลบ้านปากคลอกด้วยลูกบอลอีเอ็ม โดยโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตร่วมกับมูลนิธิมรรคาวาณิช ดำเนินกิจกรรมนำประโยชน์จากจุลินทรีย์มาช่วยปรับสภาพพื้นดินหน้าหาดให้อุดมสมบูรณ์

ต้นความคิดจุดประกายลูกบอลอีเอ็มพลิกผืนป่าชายฝั่งป่าคลอกให้เขียวชะอุ่มเป็นชายชาติทหารคนหนึ่งที่หัวใจเขียวขจีไม้แพ้กัน "หญ้าขึ้นหรือยัง" พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาค 4 ลงจากเฮลิคอปเตอร์ยังไม่ทันฝุ่นสนามฟุตบอลจางจากแรงใบพัดแมงปอ ส่งเสียงถามไถ่ออกมา ระหว่างเดินตรงมาถามความคืบหน้ากับ ปารียา จุลพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายกิจสาธารณะโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต และนนทลี มรรคาวาณิช ประธานมูลนิธิมรรคาวาณิช
หลังจากสองสาวรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์ขาดคำ แม่ทัพภาคสี่บอกอย่างกระตือรืนร้นว่า "ไปดูกัน" เสียงย่ำเท้าของทหารพรึ่บพั่บพร้อมตรงไปหาดทราย ฝ่าอากาศกำลังสบายยามเช้าของชายทะเลภูเก็ตฝั่งตะวันออก
นอกจากดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ด้ามขวานทองแล้ว แม่ทัพภาคสี่มีภารกิจพิเศษถ่ายทอดประสบการณ์นำเอา "เทคโนโลยีอีเอ็ม" มาเผยแพร่ให้กับเกษตรกรหลายพื้นที่ โดยเริ่มจากภาคอีสาน และขยายต่อมายังภาคใต้ หลังจากเข้ารับตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคสี่ พล.ท.พิเชษฐ์ เดินย่ำสำรวจหญ้าทะเลพลางร่วมกิจกรรมโยน "ลูกบอลอีเอ็ม" เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นดินด้วยสีหน้าแจ่มใส "มันขึ้นเยอะเลย" เขายังคงเดินลุย และกวาดตามองพื้นไม่หยุด "เมื่อก่อนยังไม่ขึ้นอย่างนี้เลย"
อีเอ็ม (Effective Microorganism) หรือเทคโนโลยีอีเอ็ม เป็นผลงานคิดค้นโดย เทรูโอ ฮิกะ นักวิชาการด้านพืชสวนจากมหาวิทยาลัย Ryukyus ของญี่ปุ่น หลังจากสังเกตความอุดมสมบูรณ์ของดินในป่าที่ทำให้ต้นไม้งอกงามโดยไม่ต้องดูแลให้ปุ๋ย ฮิกะจึงนำดินป่ามาศึกษาและพบว่ามีจุลินทรีย์อยู่หลายชนิดที่ช่วย "พลิกฟื้น" ความสมบูรณ์กลับคืนให้กับดิน แม่ทัพภาคสี่เล่าความสำเร็จมากมายจากการนำอีเอ็มไปช่วยฟื้นฟูสภาพดิน ลดภาระค่าปุ๋ยให้เกษตรกร และช่วยเพิ่มผลผลิตอย่างเห็นชัดกับตา "เมื่อก่อนคนต่อต้านผม ถามผมวิจัยมาหรือยัง ผมบอกว่าผมมีชาวบ้าน เขาทำแล้วเขาเห็นกับตา ชาวบ้านเขาไม่โง่ "
นอกจากชาวบ้านเป็นพยานแล้ว พลท.พิเชษฐ์ ยังมีพยานวัตถุภาพถ่ายอีกมากมายที่พร้อมให้ท้าพิสูจน์ ไม่ว่าจะเป็นข้าวที่ออกรวงเป็นกอบเป็นกำ ลูกมะพร้าวที่เบียดกันแน่นต้น ลูกทุเรียนที่แย่งกันขึ้นดกจนมองแทบไม่เห็นกิ่ง ทีเด็ดเรียกเสียงฮือฮาจากชาวบ้านทุกครั้งที่แม่ทัพภาคสี่ไปบรรยายสรรพคุณของอีเอ็มคือ คลิปวิดีโอโชว์ชาวบ้านกรีดยางให้เห็นกันกลางวันแสกๆ น้ำยางไหลพรากลงภาชนะรอง แม่ทัพเล่าว่า ตอนไปบรรยายให้คนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ฟัง ตอนแรกชาวบ้านทำหน้าไม่ยินดีปราศรัย แต่พอเห็นวิดีโอโชว์เด็ดน้ำยางขาวทะลักออกจากต้นยางราวกับเปิดก๊อก ใบหน้าเปลี่ยนกลับมาเป็นมิตรทันที "ผมทำให้ชาวบ้านมีอาชีพ ไม่ต้องออกหากินไกล ช่วยพวกเขาได้ก็ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ที่ผ่านมาเราทำกันแต่เชิงรับ แต่นั้นไม่พอ เราต้องทำเชิงรุกด้วย" แม่ทัพภาคสี่บอกด้วยว่า กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นเครื่องมือให้ทหารและชาวบ้านได้คุยกัน แม่ทัพภาคสี่กับภารกิจเผยแพร่เทคโนโลยีอีเอ็มเห็นว่า มนุษย์หาประโยชน์จากธรรมชาติมาตลอด แต่ไม่เคยให้ธรรมชาติกลับไปบ้าง ตัวอย่างง่ายๆ... มนุษย์ตัดไม้ทำลายป่ามากกว่าปลูกป่า "ที่ผ่านมาเรามักรณรงค์ไม่ให้คนตัดไม้ทำลายป่า แต่ทำไมไม่พูดถึงการรักษาของเก่า" พลท.พิเชษฐ์ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง มุมมองดังกล่าวเป็นแรงผลักดันให้เขาทำหน้าที่เผยแพร่และชักชวนให้ชาวบ้านทดลองบำรุงดินด้วยมือ และประจักษ์ด้วยตาตัวเองถึงประสิทธิภาพของอีเอ็ม "ผมไม่ได้บอกให้เชื่อ แต่ลองดูนะครับ" ทหารหัวใจสีเขียวเชิญชวน

-3 -
ภูเบศ จอมพล นักวิชาการประมงจากสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลนภูเก็ตฯ บอกว่า จำนวนประชากรพะยูนในประเทศไทยเหลืออยู่เพียง 200 กว่าตัวเท่านั้น สาเหตุสำคัญคือ พะยูนตกลูกน้อยมากไม่ต่างจากแพนด้า


"ธรรมชาติของพะยูนออกลูกรอบละตัวเดียวเอง ตกลูกรอบหนึ่งต้องรอไปอีก 3-5 ปี แบบเดียวกับช้างเลย" เขาบอก และเห็นด้วยว่า อยากให้คนหันมาเห่อพะยูนเหมือนเห่อแพนด้าบ้าง ภูเบศเข้ามาร่วมโครงการฯ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของลูกบอลอีเอ็มต่อการเปลี่ยนแปลงของหญ้าทะเล ขอบเขตพื้นที่ศึกษากินอาณาเขตราว 50 ไร่ แบ่งเป็นสถานีเก็บตัวอย่าง 10 สถานี โดยซอยย่อยออกเป็น 8 สถานีที่ปรับสภาพดินด้วยลูกบอลอีเอ็ม และแปลงนอก 2 สถานี เป็น control group นอกจากนักวิชาการประมงแล้วยังมี ป้าแต๋ว ชาวบ้านอีกคนหนึ่งจะคอยเดินดูหญ้าทะเลเป็นประจำ จากคำบอกเล่า ป้าแต๋วบอกว่าหลังจากหญ้าทะเลเริ่มฟื้นตัว สัตว์น้ำก็เข้ามาอยู่อาศัยกันมากขึ้น
"เมื่อก่อนเหลือแต่ตอ ตอนนี้ดูเห็นเขียวแต่ไกล เยอะขึ้นหนาขึ้น ที่อื่นไม่ค่อยมีนะ ป้าเดินดูประจำเดินขึ้นเดินลง กุ้งขาวเยอะขึ้นจับได้วันละ 10 กิโลกรัม ปลาทรายชอบอยู่ มากินหลัด" เธอบอกว่าช่วงหน้าร้อนสัตว์น้ำยังมาไม่มาก แต่พอเข้าหน้าฝนจะมีมากันอีก และตอนนี้เริ่มมีกุ้งมีปลาชวนกันมาบ้างแล้ว ผลพลอยได้อย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพ น้ำทะเลหน้าหาดป่าคลอกเริ่มขึ้นแล้วตามดวงตะวัน ลูกบอลอีเอ็มที่เตรียมมาหลายถุงจมตัวลงอยู่ใต้เลน กระบวนการฟื้นตัวตามธรรมชาติกำลังเริ่มกระบวนการ
หญ้าทะเลยังคงพริ้วไหวเหมือนกวักมือชวนพะยูนมาลิ้มรส / เรื่อง : สมสกุล เผ่าจินดามุข
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จุดประกายหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม 2553

ดาวอาสากับ EM Ball ที่ภูเก็ต

เวลา 11.00 น. เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา(8พ.ค.) ได้นั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. ตามวันและเวลานัดหมายออกอากาศของรายการดาวอาสา ที่น้องกิ๊ก(ผู้ประสานงาน) ได้บอกเอาไว้ ดีเจอ๋องและเจ๊โอปอล์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีนาตาลีคนสวยเป็นแขกรับเชิญ เริ่มจากพานาตาลีไปขี่เจ็ทสกี ก่อนที่จะล่องมาทำดีที่ภูเก็ต ด้วยการปั้น EM Ball และเอาไปโยนที่ชายทะเลบ้านป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ในโครงการอนุรักษ์หญ้าทะเลและพะยูน จ.ภูเก็ต ที่โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตและมูลนิธิมรรคาวาณิชได้สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่เมื่อปลายปี 2552

ดูภาพสวยๆ ในรายการ แล้วก็นึกย้อนกลับไป ณ วันที่ทีมงานมาถ่ายทำ ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ทีมงานต้องคอยแก้ให้ผ่านสถานการณ์เฉพาะหน้าไปให้ได้ เวลาที่จะต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ(ยากมาก) และอีกหลายๆ อย่างที่พาให้ปวดหัวกันใช่น้อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี นำมาซึ่งเทปรายการที่ถ่ายทอดสู่สายตาประชาชนทั่วทั้งประเทศ

วันนี้(อาทิตย์ที่ 9พ.ค.) เบอร์โทรของโรงพยาบาลฯ 1719 ก็แว้บขึ้นในมือถือเหมือนทุกทีที่มีเหตุด่วนกับฝ่ายกิจสาธารณะในช่วงวันหยุด แต่สายนี้มาไกลจากกรุงเทพฯ ข้าราชการวัยเกษียณที่อยากทำประโยชน์ให้แก่สังคม อยากใช้ช่วงเวลาของการพักผ่อนท่องเที่ยวเลี้ยวมาปั้น EM Ball กับเพื่อนๆ เพราะสนใจกิจกรรมที่ทางรายการดาวอาสาฉายให้เห็นเมื่อวานนี้

ได้ยินแล้วมันชื่นใจ ..
คนอยู่ไกลถึงฟากกระโน้น ยังมีจิตอาสา อยากมาร่วมทำกรรมดีกับเรา ในนามของฝ่ายกิจสาธารณะโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ก็ไม่มีสิ่งใดจะให้นอกจากคำขอบคุณ จึงถือโอกาสนี้ขอบคุณรายการดาวอาสา ขอบคุณทีมงาน ขอบคุณนาตาลีและอาสาสมัครทุกท่านจากใจ :) ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ..
ประมวลภาพ :: http://picasaweb.google.com/jubjub.picc/EMBall02#

EM Ball ครั้งที่ 5 ก่อนพักรบ..

เที่ยงตรงของวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นเวลาที่อากาศกำลังร้อนระอุ แต่เพราะเป็นเวลาน้ำขึ้นเต็มที่ จากโพยตารางน้ำขึ้นน้ำลงเกาะตะเภาน้อย ที่เราได้ขอจากห้องสมุดสถาบันวิจัยชายฝั่งฯ มาเก็บไว้ในระยะที่ทำโครงการอนุรักษ์หญ้าทะเลและพะยูน จ.ภูเก็ต ตั้งแต่ปลายปีก่อน

การโยน EM Ball ครั้งที่ 5 นี้ นับว่าเป็นการโยนครั้งสุดท้าย เนื่องจากได้นั่งปรึกษากับลุงต๋อยและป้าแต๋ว(สมาชิกอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลบ้านป่าคลอก) ว่าในระยะ 1-2 เดือนที่ผ่านมานั้น อากาศร้อนมาก น้ำร้อน ดินร้อนจนเดินแทบไม่ได้ สัตว์น้ำต่างๆ ก็เริ่มลดลง ทางโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตและมูลนิธิมรรคาวาณิชจึงมีความเห็นตรงกันว่า ในเมื่อสภาพแวดล้อมมันแปรปรวนและยังหาสาเหตุแน่ชัดไม่ได้ เราก็ไม่ควรให้การโยน EM Ball กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไปกระทบกับสภาพอากาศที่ผันแปรไปเช่นนี้

ป้าแต๋วพูดเป็นเชิงให้กำลังใจกับพวกเราว่า "ตั้งแต่มีการโยน EM Ball หญ้าทะเลแถบนี้สวยขึ้นจริงๆ ป้ายืนยันได้ เพราะป้าอยู่ตรงนี้ทุกวัน ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัด ช่วงปลายปีที่เริ่มโยนใหม่ๆ มาจนถึงต้นปีหญ้าก็ยังขึ้นดี เต็มแน่นเขียวไปทั่ว เหมือนเป็นสนามหญ้า ป้าอยู่ที่นี่มานาน ก็ยังไม่เคยมีปีไหนที่หญ้าสวยและขึ้นเนียนเหมือนปีนี้เลย แต่ช่วงนี้ไม่รู้มันเป็นอะไร คงเป็นเพราะอากาศที่ร้อนมาก และการโยน EM Ball เดือนละครั้ง ก็ไม่รู้ว่าจะมากไปสำหรับการเจริญเติบโตของหญ้าทะเลรึเปล่า เหมือนเราใส่ปุ๋ยต้นไม้ เราก็ต้องเว้นระยะ และให้เวลามันบ้าง" พวกเราจึงได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่า ในช่วงนี้เราอาจจะหยุดกิจกรรมโยน EM Ball ไปก่อนสักระยะ แล้วค่อยมาปรึกษาป้าแต๋วและลุงต๋อยใหม่ในหน้าฝนเพื่อสานต่อโครงการ

ส่วนผลการวิจัยจากคุณภูเบศ นักวิชาการประมง ก็ส่งมาให้ทางโรงพยาบาลฯ เรียบร้อยแล้ว โดยระบุว่าการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพกับหญ้าทะเลนั้นไม่ได้ผล เพราะเป็นทะเลเปิดและน้ำไม่นิ่ง แต่จากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลก็ยังเป็นข้อกังขากับผลการวิจัยที่ได้มาอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้คุยกับลุงต๋อยและป้าแต๋วเป็นที่เรียบร้อย จึงสรุปความดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น หลังจากนี้คงจะนำ EM Ball ไปใช้ในการบำบัดน้ำเสียให้มากขึ้น โดยพี่อู้(วริยา จากเทศบาลป่าตอง) กำลังยื่นเรื่องเพื่อนำ EM Ball ไปใช้ในการบำบัดน้ำเสียบริเวณแหล่งชุมชนของ ต.ป่าตอง ซึ่งน่าจะเริ่มได้ประมาณกลางปีนี้

----------------------------------

ก่อนจะพักรบ แล้วรอดูความเป็นไปของสภาพอากาศ ก็ขอเล่าถึงการโยน EM Ball เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมาสักหน่อย เพราะในครั้งนี้เราก็มีสมาชิกใจดีอาสามาเป็นแนวร่วมในการโยน EM Ball จาก 3 ทางด้วยกัน

คนแรกเป็นฝาหรั่ง ชื่อเจสัน เคยมาเที่ยวภูเก็ตตอนเกิดเหตุสึนามิ แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้เค้ากลับไปเรียนเป็นหมอ เพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้อื่น วันนี้เค้ากลับมาเที่ยวภูเก็ตอีกครั้ง ในฐานะนักศึกษาแพทย์ที่เพิ่งจบมาหมาดๆ โดยเจสันไม่ลืมที่จะติดต่อพี่จุ๋ม เพื่อหาอะไรดีๆ ที่เป็นประโยชน์ทำในช่วงวันหยุดพักผ่อน พี่จุ๋มเลยหนีบเจสันมาโยน EM Ball กับเราด้วย

กลุ่มที่ 2 จาก อบต.กมลา ภายใต้การนำของคุณจเร รัตนะ รองปลัดอบต.กมลา ที่สนใจเข้าฟังการบรรยายจากท่านแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา จนเกิดแนวคิดดีๆ ที่จะนำจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพไปใช้ในงานสิ่งแวดล้อมกับพื้นที่ๆ รับผิดชอบอยู่ โดยเร็วๆ นี้ พี่จุ๋ม พี่กระแต และจุ๊บๆ มีวี่แววว่าจะต้องไปดำน้ำดูแนวปะการังจนตัวดำ เพราะคุณจเร ไฟแรงมาก และอยากมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนให้มีอยู่อย่างยั่งยืนจริงๆ

กลุ่มที่ 3 คุณภาวัต ศุภสุวรรณ คณะกรรมการชุมนุมสหกรณ์ยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย และยังมีอีกหลายตำแหน่งพ่วงท้าย ได้นำคณะมาร่วมโยน EM Ball กับพวกเรา เพราะมีความสนใจ และอยากมาเห็นกับตา ว่ามันเป็นอย่างไรน้อ? กิจกรรมโยน EM Ball เพื่อฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลเนี่ย

ก่อนกลับทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยินดีจะมาช่วยอีก เพราะสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของคนๆ เดียว คนในชุมชนต้องช่วยกันอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรที่มีค่า เพื่อลูกหลานของเราต่อไป

ถ้าความจำไม่คลาดเคลื่อน ภาพนี้น่าจะเป็นภาพแรกและภาพเดียว จากหลายๆ ครั้งที่มาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้เพื่อโยน EM Ball โดยฝีมือของท่านเจสัน :)

กลับถึงโรงพยาบาลฯ ด้วยสภาพมอมแมมเหมือนเดิม มายืนสแกนนิ้วอยู่นาน(ปกติก็ยากเย็นอยู่แล้ว) แต่วันนี้ก็ยิ่งยากไปอีก หรืออาจจะเป็นเพราะเครื่องสแกนมันได้กลิ่น EM Ball หว่า? นึกว่าเป็นพะยูนเลยไม่อนุญาต haha

20.4.53

EM กับสิ่งแวดล้อม ~ ~


เมื่อท่านแม่ทัพ(พล.ท.ดร.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4)
เดินทางมาถึง สนามหน้าโรงเรียนวีรสตรีอนุสรณ์


ฝุ่นก็คละคลุ้งไปทั้งยุ้งน้ำ โชคดีที่จุ๊บๆ กับ เอ็มๆ มีบังเกอร์หลบภัยที่ค้นพบตั้งแต่เมื่อเก็บตัวอย่างหญ้าทะเลครั้งที่สาม


หมอก้อง(นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต) และคณะให้การต้อนรับ


ส่วนป้าน้อย ก็มาคอยต้อนรับท่านแม่ทัพเหมือนกัน
ปั่นจักรยานมารอขอบคุณท่านแม่ทัพด้วยกาหยีถุงเบ้อเริ่มที่แกะเองกะมือ เพื่อแทนคำขอบคุณ


แล้วพี่จุ๋มกับพี่กระแต ก็แจ้งกำหนดการคร่าวๆ ให้ท่านแม่ทัพทราบ ก่อนจะใส่รองเท้า แล้วเดินทางไปหน้าหาด


จากนั้นท่านแม่ทัพก็นำคณะเดินลงสู่แหล่งหญ้าทะเลบ้านป่าคลอก
โดยมีน้องอันดา เดินจับปูด้วยมือเปล่าอยู่ พอมองไปไกลๆ ก็เห็นน้องอามีนเดินก้มหน้าก้มตาจับปูอยู่เช่นกัน

เด็กน้อยทั้งสองใช้วิทยายุทธที่ท่านพ่อได้เคยสอนไว้ เดินไปเดินมาแป๊บเดียวก็ได้ปูหลายตัวอยู่


แบก EM Ball คนละถุงสองถุง เดินไปโยนไป เพราะทางนี้ยังไม่เคยโยน EM Ball เลยสักครั้ง
โปรเจ่กใหม่สำหรับ พ.ศ. นี้ เริ่มมีวี่แววให้เห็นรำไรแล้วว..


อากาศดีๆ ยามเช้า บนผืนหญ้าทะเลเขียวสด


หลายคนจึงรู้สึกดีจนออกนอกหน้า



และสุดท้าย ก็ได้มาพบกับรอยกินหญ้าทะเลของเจ้าพะยูน ลุงต๋อยบอกว่า น่าจะมีประมาณ 2 ตัว


พี่ลูกปัดเพื่อนพี่จุ๋ม ก็มาโชว์ท่างามๆ หลายท่าในการโยน EM Ball ทริปนี้
จบกิจกรรมที่ชายทะเลบ้านป่าคลอก พี่ลูกปัดและท่านอื่นๆ ก็กลับไปอาบน้ำและย้อนมาฟังบรรยายอีกที
เพื่อจะได้อินให้มากเข้าไปอีก


เมื่อเดินชมความเปลี่ยนแปลงกันจนเริ่มหอบ ก็ได้เวลาต้องขึ้นจากโคลนพอดี
เพื่อจรลีกลับโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต
ดูความเรียบร้อยของห้องประชุมคิง คาร์ล กุสตาฟ ที่จะมีประชาชนนับร้อยเดินทางมาถึง อีกไม่ถึง 1 ชม.ข้างหน้า
บึ่งรถกลับมาถึงรพ. ในเวลาเกือบ 09.30 น.


เดินไปเดินมาไม่กี่นาที ก็ถึงเวลา 10.00 น. ตัวแทนจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
เดินทางมาประมาณ 150 คน จุอยู่ในห้องประชุม จนแอร์เริ่มทำงานหนัก

หมอก้องกล่าวต้อนรับท่านแม่ทัพภาคที่ 4 และคณะ รวมถึงผู้เข้าร่วมฟังการบรรยาย
หลังจากนั้นท่านแม่ทัพก็ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเรื่อง
“การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ (EM)”


หลังจากนั้น ท่านแม่ทัพก็ได้มอบหน้าที่ให้ ครูสุเทพ(พ.ต.สุเทพ มาลัยพวง วิทยากรประจำศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง กอ.รมน. ภาค4 ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี) และจ่าหรอย เป็นผู้สาธิตวิธีผสม EM ขยาย
เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และอธิบายขั้นตอนการทำงานเพิ่มเติม ให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจมากยิ่งขึ้น


ผู้เข้าร่วมอบรม นั่งฟังอย่างตั้งใจ หลายคนบอกว่า จะลองเอาไปใช้ดู :)


และเพื่อสนองความต้องการของผู้เข้าอบรมที่ตั้งใจว่าจะเอาไปใช้ดู
ท่านแม่ทัพจึงจัดการแจก EM หัวเชื้อและกากน้ำตาลไปคนละ 1 ชุด
เพื่อจะได้ไปทดลองใช้ในเบื้องแรกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย


ส่วนด้านหน้าเด็กในสังกัดของพี่กระแตก็ไม่ยอมน้อยหน้า จัดเอา EM แบบต่างๆ มาโชว์กันเห็นๆ
ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีเลย หลายคนได้ EM มะกรูดกะ EM สัปปะรดไปไว้ฉีดดับกลิ่นด้วย :)


หน้าตาเป็นเงี้ยยย
บนซ้าย - วัตถุดิบในการปั้น EM Ball (ดิน รำ อึ๊สัตว์กินพืช)
บนขวา+ล่างซ้าย – EM มะกรูด ไว้ฉีดดับกลิ่น หอมนักเชียว
ล่างขวา – EM สัปปะรด ฉีดดับกลิ่นเหมือนกัล


ส่งท้ายกับภาพนี้
ซ้าย - พี่แจ็คต้องนั่งปั้น EM Ball เพียงลำพัง เพราะเค้ากลับกันหมดแร้ววว

ขวา - พี่ธันย่า ผู้มารับช่วงต่อบันทึกวีดีโอจากเอ็มๆ อาจารย์บดินทร์ ครูสุเทพ และพี่ธานนินทร์ ที่มาช่วยจุ๊บๆ ขนของที่ครูสุเทพทิ้งไว้ให้ ไปจนถึงห้องทำงาน น้ำใจงามนิ

ขอบคุณนะค้าบบ แล้วพบกันใหม่ กับโปรเจ่กใหม่ พอศอนี้ ฮิ้ววว :)

อีกวาระหนึ่งบนผืนหญ้าทะเลกะเจ้าจุลินทรีย์ตัวจิ๋ว..



เช้าวันที่ 19 เมษายน 2553 พล.ท.ดร.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4ร่วมชมความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศหญ้าทะเล ผลจากการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ บริเวณแหล่งหญ้าทะเลบ้านป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต พร้อมกับโยน EM Ball จำนวน 2,000 ลูก บริเวณที่หญ้าทะเลยังไม่อุดมสมบูรณ์ ร่วมกับคณะผู้บริหารโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตและมูลนิธิมรรคาวาณิช ในโครงการอนุรักษ์หญ้าทะเลและพะยูน จ.ภูเก็ต เช้าวันนี้(19เม.ย.) และให้เกียรติเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายเรื่อง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM) ณ ห้องประชุมคิง คาร์ล กุสตาฟ โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต มีประชาชนชาวภูเก็ตให้ความสนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายเป็นจำนวนมาก

พล.ท.ดร.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมคณะ เดินทางมาถึงโรงเรียนวีรสตรีอนุสรณ์ในเวลาประมาณ 07.30 น. โดย นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ให้การต้อนรับ ร่วมกับเหล่าอาสาสมัคร ก่อนจะร่วมชมความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศหญ้าทะเลหลังจากใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทางโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตได้ร่วมกับมูลนิธิมรรคาวาณิช จัดกิจกรรมปั้นและโยน EM Ball เพื่อฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลในโครงการอนุรักษ์หญ้าทะเลและพะยูนจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2552 ภายใต้การนำของ ปารียา จุลพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายกิจสาธารณะ และนนทลี มรรคาวาณิช ประธานมูลนิธิมรรคาวาณิช โดยมีท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ให้เกียรติเป็นที่ปรึกษาโครงการ อีกทั้งยังมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เดือนละ 1 ครั้ง แต่ละครั้งจะโยน EM Ball จำนวน 10,000 ลูก พร้อมกับฉีดน้ำ EM ขยายร่วมด้วย จึงส่งผลให้หญ้าทะเลในบริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์มากขึ้น จากข้อมูลที่ได้สอบถามจากชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรบ้านป่าคลอก ซึ่งอาศัยและหากินอยู่บริเวณชายทะเลมาหลายปี ชาวบ้านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้หญ้าทะเลมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าปีที่ผ่านมาจนเห็นได้ชัด และในวันนี้ นายจุรุณ ราชพล รองประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรบ้านป่าคลอก ได้นำคณะไปชมร่องรอยการกินหญ้าทะเลของพะยูน และร่วมโยน EM Ball จำนวน 2,000 ลูก เพื่อช่วยฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นบริเวณที่ยังไม่เคยจัดกิจกรรมมาก่อน


จากนั้นท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ให้เกียรติเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายเรื่อง “การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ (EM)” ณ ห้องประชุมคิง คาร์ล กุสตาฟ ชั้น 3 โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ให้แก่ผู้สนใจทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งในวันนี้มีผู้สนใจเข้าฟังการบรรยายเป็นจำนวนมาก โดยท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติและประโยชน์ของจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ในการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และลดการใช้สารเคมีที่ทำลายสิ่งแวดล้อมได้ อีกทั้งยังสามารถนำมาใช้กับงานด้านสิ่งแวดล้อมทั้งฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลและบำบัดน้ำเสียคลองปากบาง ต.ป่าตอง ดังที่ทางโรงพยาบาลฯ และมูลนิธิได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยังมีผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจอีกด้วย

นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตกล่าวว่า “นับว่าเป็นความโชคดีของทางโรงพยาบาลฯ และชาวภูเก็ต ที่ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ให้เกียรติมาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ จนทำให้มีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เกิดขึ้นมากมายในชุมชนของเรา สิ่งที่ท่านได้แนะนำและสอนให้พวกเราใช้วิธีที่เรียบง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยลดการใช้สารเคมีเพื่อดูแลรักษาระบบนิเวศให้สมบูรณ์นั้น ได้ช่วยสนับสนุนให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในชุมชนเป็นพลังในการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอันมีค่าให้คงอยู่ยาวนานตลอดไป”
click

18.4.53

ปักธง ตรงรอยกินหญ้า ของเจ้าพะยูน..


ผลจากการนอนดึกสะสมมาหลายวัน ทำเอาเช้าวันนี้(17เม.ย.)ต้องขนหัวลุก เพราะตื่นสาย
พี่จุ๋มกับพี่กระแตนัดแนะเจอที่รพ.ตอนเช้าตรู่ 06.00 น.
แต่เวลานั้นจุ๊บๆ ยังสิงอยู่บนที่นอนอุ่นๆ แม่เจ้า….

สรุปว่าต้องซิ่งเจ้าหนูวันดีไปที่ชายทะเลบ้านป่าคลอกด้วยความสำนึกผิดอย่างแรง
จากที่เคยมาเร็วกว่าเวลานัด วันนี้ความดีเหล่านั้นคงถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น ฮืออออ..

เมื่อไปถึง พวกเราก็ไม่รอช้า เพราะเด่วน้ำจะขึ้น ภารกิจวันนี้คือ ปักธงไชยให้เป็นศรีสง่า
ตรงตำแหน่งที่เป็นรอยกินหญ้าของเจ้าพะยูน เพื่อที่วันจันทร์ที่ 19 เม.ย.นี้
ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 และคณะ จะได้เดินไปชมได้โดยไม่ต้องเดินหาให้เมื่อยตุ้ม



เดินย่ำโคลนหนืดๆ ไปเหมือนกับทุกที แต่เช้าๆ อย่างนี้ อากาศดีจนทำให้ลืมความเหนื่อยไปได้ดีทีเดียว



ปลิงแตงกวาสีแดงสดเจ้าเก่า หอยน้อยใหญ่ สัตว์น้ำนานาชนิด โผล่ขึ้นมาทักทายพวกเราอย่างอารมณ์ดี(รึเปล่า)


หญ้าทะเลสีเขียวเป็นแพ แลดูชุ่มชื่น ชาวประมงเดินมุ่งตรงไปจับปลา


เดินไปไม่นานก็พบกับจุดแรกที่เจ้าพะยูนกินหญ้าจนแหว่งไปเป็นทาง
พี่จุ๋มกับพี่กระแตไม่รอช้า ปักธงกำหนดจุดแรกที่จะเดินมาเยือนทันที


แสงสีทองของพระอาทิตย์ยามเช้า สาดส่องลงบนพื้นน้ำเป็นประกาย


มองไปไกลๆ เห็นวิถีชาวบ้าน ทอดแหหาปลา วางไซ จับปู จับกั้ง เรียบๆ ง่ายๆ บ้านๆ ดี

ชอบชอบ


หญ้าทะเลทั้งแบบแก่และแบบละอ่อนที่เพิ่งผลิใหม่ก็มีให้เห็น

จุดที่สองของร่องรอยการหม่ำๆ รู้สึกว่าอันนี้จะมูมมามไปหน่อย นะจ๊ะ.. น้องยูนจ๋า


เดินมาจนถึงจุดที่โคลนกินขาเราไปซะครึ่งแข้ง พี่จุ๋มกับพี่กระแตต้องเร่งเดิน
หยุดนานๆ จะพาลให้จมหนักเพราะน้ำหนักตัว หุหุ


แล้วก็มาพบกับครอบครัวนี้ เดินหาปูกันอยู่
คุณพ่อสอนให้ลูกๆ จับปูม้า และสอนอะไรหลายๆ อย่างให้ลูกๆ ในระหว่างที่เดินจับปูกันอยู่นั้น

ทราบชื่อภายหลังว่า เด็กน้อยสองคนชื่อ อามีน และอันดา นามสกุล เฉลิมขวัญ
ทุกวันหยุดพ่อจะพาพวกเค้ามาเดินเล่นที่นี่บ่อยๆ


ทั้งคู่เป็นมือฉมังด้านการจับปู เราสามคน(พี่จุ๋ม พี่กระแต จุ๊บๆ) เดินกันไปมา ไม่เห็นทีทาว่ามีปูกบดานอยู่
เด็กน้อยสองคนเดินไปมาแป๊บเดียวได้ปูมาเพียบ จับเพียวๆ ด้วยมือน้อยๆ(สวมถุงมือผ้า ป้องกันปูหนีบ)


หลังจากทึ่งกับฝีมือเจ้าหนูน้อยกันพอหอมปากหอมคอ พี่จุ๋มกับพี่กระแตก็ชักจะอยากกินส้มตำปูม้าเสียแล้ว
พวกเราเลยล่าถอยออกมา โดยไม่ลืมที่จะนัดหมายน้องอามีนมาพบกับพวกเราที่นี่เช้าวันจันทร์
เพื่อจับปูโชว์ โฮะโฮะ

เสร็จภารกิจปักธงไชยให้รอยกินหญ้าของเจ้าพะยูน ด้วยประการฉะนี้
โปรดติดตามตอนต่อไป
Picc >>
กิจกรรม หรรษา หน้าร้อน :)
http://jubjub-inspiration2010.blogspot.com/2010/04/3.html