แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อบรมกรรมฐาน ณ วัดหลังศาล จ.ภูเก็ต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อบรมกรรมฐาน ณ วัดหลังศาล จ.ภูเก็ต แสดงบทความทั้งหมด

8.3.53

ความเป็นมา วัดเจริญสมณกิจ


วัดเจริญสมณกิจ
วัดเจริญสมณกิจ ชาวบ้านมักเรียกว่า วัดหลังศาล เพราะตั้งอยู่หลังศาล จังหวัดภูเก็ต ถนนโต๊ะแซะ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต สร้างในปี พ.ศ.2494 บนพื้นที่ 12 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา เจ้าอาวาสผู้สร้างวัดองค์แรกคือ พระนิโรธรัวสีคัมภีรปัญญาจารย์ (เทศก์ เทสรังสี) รูปที่ 2 พระพิศิษฐ์ธรรมภาณ (เปลื้อง จตฺตาวิโล) รูปที่ 3 พระโสภณคุณาธาร (เนียม สุวโจ) ซึ่งทั้ง 3 รูป เป็นเจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต - พังงา - กระบี่ ในปัจจุบันมีรักษาการเจ้าอาวาสพระอาจารย์จำรัส จนฺทโชโต
ลักษณะที่โดดเด่นของวัดทางภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่เชิงเขาโต๊ะแซะ มีพื้นที่เป็นขั้นๆ ทั้งหมด 7 ขั้น พรั่งพร้อมด้วยกุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ อุโบสถ สถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ศูนย์เด็กเล็กวัดเจริญสมณกิจ หอสมุดแห่งชาติวัดเจริญสมณกิจ มูลนิธีวัดเจริญสมณกิจ โรงเรียนปริยัติธรรมวัดเจริญสมณกิจ และกำลังจัดตั้งสถานปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดฝ่ายธรรมยุต
สำหรับอุโบสถของวัดนี้ เป็นอุโบสถเดียวในจังหวัดภูเก็ตที่สร้างโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ ค่ะ
ข้อมูลจากภาวนารำลึก รุ่น 2

4.3.53

ลูมอส!! ตอนที่ 1

ลูมอส!! ใครเป็นแฟนแฮร์รี่ พอตเตอร์ ย่อมรู้จัก "ลูมอส" ดี เมื่อพ่อมดน้อยตะโกนว่าคาถานี้ แสงไฟจากปลายไม้กายสิทธิ์จะสว่างจ้า "นำทางได้" ณ วันนี้ อยากจะจุดไฟให้ใครหลายคน(ไหนๆ ก็พกติดมาแล้ว) หลังจากที่ตัวเองได้มีโอกาสอ่านหนังสือ 2-3 เล่ม ยามว่างตอนพำนักอยู่ที่วัด
ส่วนสิ่งที่พระอาจารย์พระสาสนโสภณได้ถ่ายทอดคำสอนให้นั้น กะลังอยู่ในขั้นถอดความ เพราะพอเอาเข้าจริง ลายมือตัวเองนี่แหล่ะ ทำให้โปดโหเป็นที่สุด เมื่อ "ความรู้" ถูกแปลงเป็นเสียงแล้วมากระทบโสตประสาทการรับรู้ของเรา มันก็เป็นหน้าที่ของสมองต้องสั่งให้มือจดยิกๆ พัลวันจนพันกันเป็นระวิง
~~ ไว้ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ละกัน :)


มีการเป็นทาสชนิดหนึ่ง ที่ไม่ต้องเลิก
ยิ่งมีมากยิ่งดี ยิ่งถ้าเป็นกันทุกคนด้วยแล้ว
โลกจะยิ่งมีสันติภาพ ไร้วิกฤติกาล
นั่นคือ การเป็นทาสของพระพุทธองค์ เรียกว่า "พุทธทาส"
------------------------------------
การศึกษาต้องดูมาจากข้างใน
แล้วเอาออกมาบังคับข้างนอก
ไม่ใช่ดูจากข้างนอก แล้วเอาไปบังคับข้างใน
บังคับเข้าไป อัดเข้าไป มันก็ไม่ถูกเรื่อง
มันเข้าไปไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร
------------------------------------
การทำงานด้วยจิตว่างนั้น
รวมความถึงการที่ไม่ยอมรับผลานมาเป็นของเราด้วย
เพราะว่า "ผลงาน"
มันเหมือนเป็นทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง
หรืออะไรๆ ที่เป็นที่ต้องใจ เป็นที่หลงไหล
มันต้องไม่อยู่กับสิ่งเหล่านี้
ถ้าไม่ยกผลานให้ความว่าง
จิตมันก็จะพอกพูนเพิ่มขึ้น
ขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด
------------------------------------
เราจะต้องแสวงหาความสุขในการทำงาน การงาน
แสวงหาความสุขในการบังคับตนให้อยู่ในร่องในรอย
คือ แสวงหาความสุข เมื่อรู้สึกว่าตัวกำลังทำหน้าที่ของมนุษย์
อย่าไปหาความสุข เมื่อรู้สึกว่าตัวกำลังทำหน้าที่ของมนุษย์
อย่าไปหาความสุข ต่อเมื่อทำงานแล้ว เงินเดือนออกแล้ว
เอาเงินเดือน ไปกิน ไปเล่นกัน ให้หัวหกก้นขวิด มีความสุขที่นั่น
นั่นมันเป็นเรื่องบ้าหลัง
และจะไม่เป็นความสุขชนิดที่จะนำไปสู่ความสงบเย็นได้
มีแต่จะทำให้ร้อนยิ่งขึ้น
-------------------------------------
ในการบำรุงพระศาสนานั้น
จะบำรุงให้ถูกตัวศาสนาจริงๆ แล้ว
ก็คือตัวเองรับปฏิบัติธรรมมะ
ให้ถูกให้ต้องเสียโดยเร็ว
นั่นคือ การบำรุงพระศาสนาที่ถูกต้องและรวดเร็ว
การทำงานโดยหวังจะได้อะไรตอบแทนนั้น
มันเป็นเรื่อง ตัวกู-ของกู ที่ทำกันจนเคยชิน
ถ้ามีใครคอยดู คอยจะให้รางวัลอยู่ ก็ทำดี
พอไม่มีใครแอบดูอยู่ก็ทำอีกอย่างหนึ่ง
หรือทำต่อหน้าคนที่มีอำนาจ หรือคนรักใคร่ แล้วก็ทำดี
ลับหลังก็ทำอีกอย่างหนึ่ง
มันก็เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก
แล้วอย่าไปหวังว่างานนั้นมันจะดี
----------------------------------
เคล็ดลับของการทำงานด้วยจิตว่าง
คือทำให้การงานเป็นของสนุก
ถ้าทำงานด้วยจิตวุ่น
การงานก็กลายเป็นของทุกข์
อย่าไปรับภาระหน้าที่เกินความสามารถของตน
ให้ความสามารถมันเจริญงอกงามไปก่อน
จึงค่อยขยายหน้าที่ความรับผิดชอบตามออกไป
เดี๋ยวนี้มักจะอวดดี
กล้ารับมอบหมายนั่นนี่เข้ามา เกินความสามารถของตน
ก็เลยทำงานแบบผักชีโรยหน้า หน้าไหว้หลังหลอก
มันก็เสียหายกันใหญ่โต
----------------------------------
ถ้าถือตามหลักพระพุทธศาสนา
มันมีหลักที่วางไว้ใช้ได้ทุกกรณีว่า
การที่จะรู้อะไร เพื่อชนะสิ่งนั้น
เราจะต้องรู้อย่างน้อย 3 อย่างเสมอ
คือ รู้อัสสาทะ - รสอร่อยที่มันใช้สำหรับลวงคน
รู้อาทีนวะ - คือโทษของความเลว ความอะไรของมัน ที่มันทำอันตรายคน
รู้นิสสรณะ - คืออุบายที่จะมีอำนาจเหนือสิ่งนั้น
ภาษาธรรมดาก็เรียกว่า "ลูกไม้"
ที่เราจะเป็นผู้ชนะต่อสิ่งนั้น
------------------------------------
จากหนังสือ "คมธรรม ท่านพุทธทาส" โดย ไพโรจน์ อยู่มณเฑียร

3.3.53

หอสมุดแห่งชาติ จ.ภูเก็ต


หอสมุดแห่งชาติ วัดเจริญสมณกิจ(วัดหลังศาล) จ.ภูเก็ต
หลายคนคงยัง งง งง ว่ามีด้วยหรือ หอสมุดแห่งชาติ จ.ภูเก็ต และวัดเจริญสมณกิจ หรือวัดหลังศาลเนี่ย
วัดสายปฏิบัติที่จัดอบรมกรรมฐานอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ตั้งอยู่ตรงกันข้ามศาลากลางจังหวัด ที่หลายคนเทียวเข้าเทียวออกติดต่อนู่นนี่อยู่หลายครา แต่หาได้เคยขับเลยขึ้นไปทางเขาโต๊ะแซะสักครั้งไม่ แปลกใจเมื่อได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรม เป็นแม่ชิล เมื่อสัปดาห์ก่อน พอใครถามว่าหายไปไหนมา ก็เป็นต้องถามต่อกันทุกรายว่า "อยู่ตรงไหนหรือวัดนี้" เพราะฉะนั้น อย่าว่าแต่หอสมุดแห่งชาติ ที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2535 เลย แค่ทางเข้าวัดชาวบ้านยัง งง งง เพราะไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ข้าพเจ้าทำหน้าที่กระจายข่าวสารและเผยแพร่ให้วัดเป็นที่รู้จัก หากแต่ยังกั๊กๆ เพราะเกรงว่าวัดเรียบๆ ง่ายๆ จะคลายสิ่งที่เป็นเดิมๆ ไปในที่สุด เมื่อมนุษย์จำนวนมาก หลากหลายทัศนะ หลายหลากมุมมอง เข้าไปในปริมาณที่มากเกิน จนเกินที่วัดเล็กๆ วัดนึงจะรับไหว จึงขออนุญาตบอกกล่าวพี่น้องทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ว่า ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทุกคนที่มี โปรดให้ความเคารพต่อสิ่งเดิมๆ ที่เป็นอยู่ ความเรียบง่ายของพระสงฆ์สายธรรมยุต ฉันมื้อเดียวโดยตักอาหารใส่รวมกันในบาตร ไม่มีอาคารให้เช่าวัตถุมงคล ไม่มีควันธูปควันเทียนดอกไม้มากมายตรงหน้าพระพุทธรูป แค่กราบงามๆ สามครั้ง ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ทำจิตใจให้ผ่องใส และนิ่งสงบก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะ
กลับมาว่าด้วยเรื่องของหอสมุดแห่งชาติกันต่อ ทราบข่าวว่าหอสมุดแห่งนี้กำลังจะถูกถอดจากการเป็นแห่งชาติ เหตุเพราะมีผู้มาใช้บริการน้อย เค้าจึงพิจารณาถอดหอสมุดแห่งชาติที่อยู่ในวัดกว่า 5 แห่ง แต่ถ้าที่ไหนยังมีคนเข้าเยอะก็ยังคงไว้ ส่วนของ จ.ภูเก็ต จะถูกถอดวันที่ 30 ก.ย. นี้ หนังสือที่ทางวัดจะเก็บไว้ก็เป็นหมวด 420(ถ้าจำไม่ผิด) คือหมวดที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งหมด ตอนกบดานอยู่ที่วัด ก็ได้มีโอกาสเข้าไปสิงอยู่ในนั้นอยู่หลายครั้งเมื่อมีเวลาว่าง ทุกครั้งที่เข้าไปจะมีคนนั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่เกิน 3 คน รวมเจ้าหน้าที่อีก 3 คน ก็ไม่เคยถึง 10 จกเอานิทานชาดกมาอ่านหลายเล่ม ก็ได้แต่คิด คิดไป ว่าเหตุใดหนอ จึงไม่เป็นที่นิยมขนาดนี้ ห้องสมุดประชาชน จ.ภูเก็ต แถวบางเหนียวจะเป็นเหมือนกันมั้ย? เพราะไม่เคยเข้าไปอีกเลยตั้งแต่เรียนจบชั้นประถม หรืออาจเป็นเพราะ Internet ให้เราได้มากกว่า คลิกแป๊บเดียว ทุกสิ่งอย่างก็ปรากฏตรงหน้า เทพกูเกิลนั้นไซร้ก็เป็นคลังแสงอย่างดี เก็บกักทุกสิ่งที่อยากรู้ไว้เกือบครบถ้วน หากเป็นอย่างนั้นจริง ต่อไปหนอนหนังสือคงลำบาก เพราะถ้าอยากได้กลิ่นกระดาษหอมๆ ก็ต้องหาซื้อหนังสือมาอ่านเอง ไม่มีแหล่งให้หยิบมาอ่านและเอาไปคืนอีกแล้ว และสุดท้ายเมื่อห้องสมุดได้รับความนิยมน้อยลง สิ่งที่จะเข้ามาแทนที่ ก็คงหนีไม่พ้นโลกไซเบอร์ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นแกนนำในการทำมาหากิน เสน่ห์แบบเดิมๆ ก็คงไม่มีให้เห็นอีกแล้วในรุ่นลูกรุ่นหลาน

จะว่าไป เราเองก็อยู่ใกล้ข้อมูลแค่ปลายจมูก ก่อนหน้านี้ คอลัมน์ทองหลังพระของโรงพยาบาลฯ ก็เคยสัมภาษณ์หอสมุดแห่งนี้ไปแล้ว แต่เราเองดันไม่เคยอ่าน เฮ้อ... คอลัมน์ทองหลังพระ ในหนังสือพิมพ์ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ท้องถิ่นของคนภูเก็ตแท้ๆ ที่ทางโรงพยาบาลฯ ได้สนับสนุนให้นักเขียนชาวภูเก็ตได้ทำงานในสิ่งที่ชอบ ที่ชอบ โดยมอบหมายให้เขียนเรื่องดีๆ เรื่องคนดีๆ หรือเรื่องอะไรก็ได้ดีๆ ที่เป็นศรีเป็นคุณประโยชน์ต่อจังหวัดภูเก็ตของเรา เพื่อเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับรู้ ซึ่งก็ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ เพื่อนพ้องน้องพี่สามารถหาดูได้ทุกฉบับเลยค่ะ อยู่ประมาณหน้ากลางๆ ส่วนที่เคยทำเรื่องหอสมุดแห่งชาติ วัดเจริญสมณกิจไปแล้ว ทางฝ่ายสื่อสารการตลาดได้นำขึ้น Blogไว้แล้วเรียบร้อย
หากมีเรื่องราวที่น่าสนใจ สามารถแนะนำให้พวกเราไปสัมภาษณ์เพื่อเผยแพร่ได้นะคะ :)
เรื่องนี้มันน่าเสียดายก็จริงอยู่ แต่ก็อย่างที่รู้ๆ ว่าของทุกอย่างมันตั้งอยู่บนความไม่เที่ยง หากเรายึดติดว่าทุกอย่างเป็น "ตัวกู ของกู" ทุกวันคงต้องแบกกันไว้ไม่รู้กี่ร้อยเรื่อง เพราะฉะนั้น วันนี้ก็เป็นเพียงการบอกกล่าว เล่าให้ฟัง และยังมีเวลาอีกหลายวันกว่าจะถึงวันที่ 30 ก.ย. ระยะนี้ หากใครจะไปกบดาน นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ เพื่อเป็นศรีแก่ตัวเองว่า ครั้งหนึ่ง(ที่กำลังจะกลายเป็นอดีต)เราเองก็เคยเป็นหนึ่งในผู้ที่มาใช้บริการเหมือนกัน แต่เค้าไม่ให้ยืมหนังสือหรอกนะจ๊ะ เป็นเพราะอะไรก็ม่ายรุ .. อืมม.. หรืออาจเป็นเพราะการจัดการ ก่อนวัดปิดทำการก็ได้ :) อ่ะๆ ลองแวะไปสัมผัสกันดูเน้อ ..

28.2.53

แม่ชิล ..


กราบสวัสดีคุณยวมทั้งหลายแหล่ม.. อิอิ..

กลับมาแล้ววค้าบ หลังจากขออนุญาตให้พี่จุ๋ม(หัวหน้าของกระผม) ปฏิบัติงานในฝ่ายกิจสาธารณะเพียงลำพังมาตั้งแต่วันอังคารที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา เพราะลูกน้องเพียงคนเดียวจะขอเลี้ยวเข้าประตูวัดและกบดานอยู่ที่นั่นนานเป็นเวลา 5 วัน บัดนี้ไม่รู้พี่จุ๋มเป็นอย่างไรบ้าง.. พุร่งนี้ทำงานวันแรกภูมิคุ้มกันที่ไปฉีดมาคงได้ใช้อย่างเต็มอัตราศึกเป็นแน่ ก็เล่นตัดขาดจากโลกภายนอกไปตั้งหลายวัน เพราะฉะนั้นคงไม่แปลกที่วันจันทร์แห่งชาติจะตั้งหน้าตั้งตารอกระผมด้วยใจระทึก :)

กลับถึงบ้าน ทราบข่าวว่ามีหลายกระแสแอบเม้าท์ถึง แซวกันให้ครึกๆ ว่าไอ่จุ๊บมันหนีไปบวชเป็นชีเฟ่ย!!
ได้ยินดังนั้น ถึงกับขำก๊ากก!! เลยถือโอกาสบัญญัติคำเรียกปรากฎการณ์นี้ขึ้นเองน่าจะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ ณ ขณะนั้นได้ดีกว่า ~~ "แม่ชิล" หรือ ชิล ชิล ตามประสาวัยรุ่นเรียก น่าจะเข้ากันกว่า "แม่ชี" อย่างที่ใครต่อใครเรียก ส่วนความหมายของแม่ชิลก็คงละม้ายคล้าย ความสงบ สบาย เรียบ เรียบ ง่าย ง่าย ไม่พลุกพล่านนั่นแหล่ะ..

และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ นะ
เมื่อวานเย็นตอนหอบผ้าผ่อนจะกลับบ้าน ตัวเองนั้นก็ยังมึนๆ เลย ว่าตรูอยู่ส่วนใดในจังหวัดภูเก็ตฟระเนี่ย ..


วัดเจริญสมณกิจ หรือวัดหลังศาล ที่หลายคนรู้จักและมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จัก ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ใกล้กับศาลากลางจังหวัด ใกล้กับศาลจังหวัด ใกล้กับสนามเทนนิส ขับรถมาจากโรงเรียนสตรีภูเก็ตให้ศาลจังหวัดอยู่ทางซ้ายและสนามเทนนิสอยู่ทางขวา ถึงสี่แยกไฟแดงก็เลี้ยวซ้าย ขึ้นตีนเขาโต๊ะแซ๊ะมาหน่อยเดียวก็ถึงวัดแล้ว ที่น่าแปลกคือ วัดอยู่ใกล้กับชุมชน ใกล้กับแสง สี และเสียงมากถึงมากที่สุด แต่วัดก็ยังคงความสงบร่มเย็นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทั้งความเรียบง่ายของพระสงฆ์สายธรรมยุต ต้นไม้น้อยใหญ่ เสียงสัตว์มากมายดังระงมเพราะอยู่ติดเขาโต๊ะแซ๊ะ แค่เราหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้ามาให้ "ถูกทาง" ความเงียบสงบที่หลายคนพยายามค้นหาและต้องการ ก็ทะยานพุ่งเข้าใส่ในทันที ความรุบ รุบ วุ่นวาย จากกภายนอก รวมถึง "โลกภายนอก" นั้น ดูเหมือนจะถูกกั้นไว้แล้วด้วยเส้นบางๆ หากแต่เส้นกั้นบางๆ นี้ ก็ยังยินดีให้พุทธศาสนิกชนแวะเวียนเข้ามาอย่างไม่มีหวง..


ระยะเวลา 5 วัน ที่หวังให้เกิดความโปร่งโล่งสบายแก่แก่นกะโหลก และอาจได้ของแถมเป็นปัญญาบริสุทธิ์และความสงบตามมานั้น ณ วันนี้ มีความปิติยินดียิ่ง ที่จะเรียนให้แซ่บว่า สิ่งที่หอบติดตัวกลับมาหาใช่อิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินบนน้ำไม่ ตัดกรรมแก้กรรมอย่างที่ฮิตๆ กันก็ไม่มี แถมไม่มีลูกแก้วแววๆ ลอยอยู่ในพุงอีกด้วย(โชคดีจัง) เพราะสิ่งที่ได้มาล้วนแต่เป็นเรื่อง "เคลียร์ เคลียร์" พระสาสนโสภณ พระอาจารย์ผู้ให้ฝึกอบรม ได้กรุณาให้ความรู้มากมาย(จดไว้เตรียมเผยแพร่แล้ว และกรุณาอย่าขัดขืน หากในลำดับต่อไปข้าพเจ้าจะทำการโพทนาต่อ) จากอาการหวั่นๆ ว่าจะเจอการสอนปฏิบัติในรูปแบบไหน เพราะอาจมีชิ่งกลับได้ ในกรณีที่ผิดจริตที่ตั้งใจไว้ในลำดับแรก(ชี้ให้เหาะได้เมื่อไหร่ เป็นได้เผ่น) แต่สุดท้ายจากเด็กดื้อคนนึงที่มีคำถามอยู่ในใจในระยะแรกของการฝึกปฏิบัติ ก็ได้น้อมนำแนวทางรวมถึงคำสอน(อย่างง่าย) มาพิจารณาด้วยสัจธรรม ความจริง แต้ๆ และขอบอกว่า คิดไม่ผิดที่ตัดสินใจไป เพราะสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมาเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดำเนินชีวิต
ปวารณาตัวเป็นศิษย์รุ่น 2 ของพระอาจารย์เป็นที่เรียบร้อย :) แถมต้องห้อยหน้าที่ "ประชาสัมพันธ์" ที่ได้รับเลือกจากพี่ๆ รุ่นที่ 1 พร้อมกับมีหนังสือแต่งตั้งจากพระอาจารย์เป็นเรื่องเป็นราว หลังจากนี้จะขอทำหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ถ่ายทอดทุกสิ่งอย่างที่ได้ยินได้ฟังได้สัมผัสเกี่ยวกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระอาจารย์ได้กรุณาปัดเป่าความเขลาให้ คำบาลีแต่ละคำต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะตกผลึกเป็นคำอธิบายอย่างง่ายอย่างที่พระอาจารย์สอน วันนี้จึงรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้เข้าใจความเป็นจริงของชีวิต แม้จะไม่มากแต่อย่างน้อยก็ยังพอเข้าใจบ้าง ปล่อยวางได้บ้าง
สุดท้ายนี้ ..ขอให้พี่น้องทุกท่านพบกับความสงบ เจริญด้วยปัญญา รักษากายใจให้พบกับสมาธิ และสติ อันจะก่อให้เกิดความร่มเย็นแก่ชีวิตในทุกย่างก้าว หากพึงรักษาและระลึกไว้เสมอ "ศีล สติ สมาธิ ปัญญา"
ขออนุโมทนาสาธุ
แม่ชิล(จุ๊บ จุ๊บ)
::โปรดติดตามตอนต่อไป::
----------------------------------------------------------
วันพระจันทร์เต็มดวงปีนี้ มีโอกาสได้ไปเวียนเทียนที่วัดสุวรรณคีรีวงศ์ (ป่าตอง) กับเสือเธียร์ เฮียกอล์ฟ ลุงหนวด พี่จิ และยัยกะรอก .. ~~ เทียน ธูป ดอกบัว เวียนไป 3 รอบโบสถ์ ท่ามกลางแสงจันทร์นวลผ่องทอแสงอร่าม พร้อมกับได้ระลึกถึงสิ่งที่พระอาจารย์ได้พร่ำสอนไปด้วย
พบความจริงของวัดทุกแห่งในโลกนี้ ถึงแม้ประตูวัดจะอยู่ใกล้ แสง สี และเสียง มากขนาดไหน แต่เมื่อเราอยู่ในด้านที่ถูกที่ควร(ภายในรั้ววัด) ความวุ่นวายจากภายนอกแทบจะทำอะไรความสงบที่อยู่ภายใน(ใจ)ไม่ได้เลย ..
อันนี้สัมผัสแล้ว ยืนยัน..ว่าจริง!!
----------------------------------------------------------

22.2.53

ปิดปรับปรุงระบบ ~~

ปิดปรับปรุงระบบ 5 วัน

วันพรุ่งนี้มีกำหนดพาตัวและหัวใจตัวเองเดินทางไปปลีกวิเวก(ไม่โหวงเหวง) ที่วัดเจริญสมณกิจ หรือ วัดหลังศาล เป็นเวลา 5 วันถ้วน หลังจากติดภารกิจยุ่บยั่บมาหลายเพ-ลา ก็คงต้องถึงคราแวะพักประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้ได้นั่งนิ่งๆ หายใจแบบรวยระรินซะบ้าง กำหนดจริงต้องถึงวัดตั้งแต่วันอาทิตย์แต่เป็นเพราะติดภารกิจวันนี้(เก็บตัวอย่างหญ้าทะเลและโยน EM Ball ครั้งที่ 3)จึงต้องผลัดไปในวันรุ่งขึ้นแทน

การเดินทางไปนอนวัดในครั้งนี้เป็นการตัดสินใจด้วยสติที่มีอยู่อย่างบริบูรณ์ โดยไม่ต้องอาศัยเรื่องขุ่นข้องหมองใจที่ไหน ช่วยผลักไสหรือบีบบังคับให้ต้องระเห็ดไปพึ่งเย็นซะไกลถึงตีนเขาโต๊ะแซะ.. และเป็นเพราะรู้อยู่แก่ใจตัวเองเสมอมาว่า หากภายในมันยังร้อนๆ ต่อให้หอบผ้าหอบผ่อนไปนอนที่ไหนมันก็ยังหนีร้อนในใจไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น มาถึงบรรทัดนี้หลายคนคงสงสัยว่า "แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องเอาตัวกับใจไปอยู่วัดล่ะจ๊ะ หากคิดอย่างนั้น"
เหตุผลมีไม่มาก เพราะแค่ "อยากปิดมือถือ"
ปิดมือถือเพราะ ลาไปปฎิบัติธรรม ฟังดูเป็นเหตุเป็นผลที่ชอบธรรมและสมพงศ์กันมากๆ ซึ่งก็น่าจะต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการปิดมือถือเพื่อไปเที่ยวหรือหนีอะไรบางอย่าง แม้เป้าหมายสุดท้ายจะใกล้เคียงความสุขเหมือนกันก็เถอะ ~~ ส่วนการจะลาพักร้อนแล้วนอนอยู่บ้าน ก็ลืมไปได้เลย เพราะคงเป็นเรื่องยากสาหัสที่จะสามารถวางทุกอย่างไว้ข้างกายได้ง่ายๆ
สอดส่ายสายตาหาที่ปรับปรุงและจัดวางระบบใหม่เรื่อยมา จนได้ข่าวการจัดอบรมกรรมฐานที่วัดหลังศาลเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลให้ตัดสินใจในทันทีว่าจะไป เพราะสืบถามแนวทางการปฏิบัติมาแล้วว่า..ไม่ได้บังคับให้เห็นอะไรมากไปกว่า "ความจริง" ~~ ด้วยเป็นคนดื้อ การใช้หลักบังคับ ยก ย่าง เดิน กำหนดนั่นนี่ ก็พาลจะบันดาลให้หัวใจอยู่ไม่สุขไปเปล่าๆ และหากทุกอย่างของการปฏิบัติเป็นการบังคับเพื่อให้เกิดสมาธิ อันนี้ยิ่งยากใหญ่(สำหรับข้าพเจ้า) เพราะหากหัวใจเท่ากำปั้นโดนบีบคั้นให้งัดเอาสมาธิขึ้นมาใช้ให้ได้ในบัดดล มันก็คงจะต้องสับสนกันไปใหญ่ สมาธิอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มันก็เป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราเชื่อหมดใจว่าถ้าบังคับมัน ยังไงซะ.. มันก็ไม่มีทางมาให้เห็นหน้าแน่นอน และเมื่อค้นหาแนวทางที่ตัวเองนิยมได้แล้ว(แม้จะเพียงลำพัง) ก็ถึงเวลาค่อยๆ เดินเข้าไปหามัน ช้า ช้า

5 วัน ทำมะ? ทำมะ ธรรมะ แค่ 5 วัน
อันที่จริงการนุ่งขาวห่มขาว กินมื้อเดียว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร นั่งสมาธิ สวดมนต์ ทำวัตรเช้าเย็น ไม่ได้ทำให้ชีวิตใครได้บุญญาธิการมากหรือดีขึ้นได้ในชั่วกระพริบตา แต่สิ่งที่อาจช่วยเชิดหน้าชูตาให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นบ้าง ก็น่าจะมาจากการที่เราคิดได้ง่ายขึ้น เพราะธรรมชาติโดยรอบระหว่างที่กบดานอยู่ในวัด โดยไม่มีแสง สี และเสียงรบกวน น่าจะช่วยเอื้ออำนวยพรให้เกิดกระบวนการการคิดทบทวนถึงสิ่งที่ไหลบ่าเข้ามาในชีวิตด้วยสติ เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งร้ายดีที่เราได้สัมผัสเรื่อยมาจนถึงอายุปูนนี้ อาจช่วยให้เรามองไปข้างหน้าได้อย่างชัดเจนขึ้น ไม่ผสมปนเป หายใจหายคอไม่ทันเหมือน ณ ขณะนี้ ความสุขที่เกิดจากการ "หมุนรอบตัวเอง" กำลังจะล้นเอ่อจนเหมือนกับจะเจอทางตัน เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการนั่งนิ่งๆ ให้ความคิด ความทรงจำ ทั้งหลายแหล่ ค่อยๆ เข้าที่เข้าทางในที่ทางของมันเอง เพื่อจะได้เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างเยือกเย็นต่อไปในอนาคต ~ ~
ปล.หากคิดถึง ให้ทำใจดีๆ ไว้ หายใจลึกๆ ไม่ต้องตามใจตัวเองจนถึงขั้นลงแดงและแว้บไปหา ไม่นานเกินหนอนใบไม้เดินข้ามฟากต้นยี่โถ วันอาทิตย์ก็จะแวะเวียนมาใหม่ ระยะนี้ก็อ่านเรื่องราวที่ผ่านมาใน blog ของข้าพเจ้าไปก่อน และขอให้รู้ไว้เสมอว่า(สำหรับมิตรรักแฟนเมลทั้งหลาย) ..แค่รู้ว่ากำลังคิด ว่าคิดถึง ก็น่าจะเพียงพอแล้ววววล่ะ สำหรับพอศอนี้ ~ ~